Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label สุขภาพ. Show all posts

Tuesday, 17 February 2015

สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน

เทศกาลปีใหม่สัญชาติมังกร เป็นวรรคตอนของชีวิตที่มีความสุข แค่เพียงได้เห็นความคึกคักของพี่น้องชาวจีนที่ออกมาจับจ่าย ได้กลิ่นธูปยินเสียงปะทัด และที่สำคัญคือ ได้พบเจอพี่ป้าน้าอาเวลากินข้าวรวมกันก็สนุกแล้ว
      
       
กุมารจีนอย่างผมจะมีโอกาสนานทีปีหนก็ด้วยผู้ใหญ่ชวน โดยส่วนมากแล้วเราจะสนุกกันตอนได้เจอเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันมากกว่า เพราะว่า “เหล่าเผิงโหย่ว(เพื่อนเก่า)” ทั้งหลายต่างก็แยกย้ายไปทำงาน
      
       
นานทีหรือตรุษจีนทีจึงได้เจอกัน
      
       
ในปีนี้ผมโชคดีได้พบท่านผู้อ่านที่เมตตาใจดี จึงขอนำเกร็ดง่ายๆ และเคล็ดในการเลือกรับประทานอาหารช่วงตรุษจีนให้มีสุขภาพดีพร้อมรับโชคที่จะไกลโรคภัยไข้เจ็บ
      
       
ด้วยของดีจากธรรมชาติดังต่อไปนี้
      
       
*ยอดสมุนไพรแดนมังกร
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        1) โป๊ยกั๊ก
      
       
สมุนไพรที่ฟอร์มสวยเเหมือนดวงดาราที่มีแปดแฉกเป็นที่มาของชื่อ “จันทน์ 8 กลีบ” ที่มักถูกใส่อยู่ในเครื่องพะโล้มาตรฐานร่วมกับเพื่อนอีก 4 อย่าง ซึ่งเมื่อดูความงามจนเพลินแล้ว
      
       
อย่าลืมประโยชน์ที่เลิศไม่แพ้กันคือ โป๊ยกั๊กมีสรรพคุณช่วยเรื่องหวัดได้ดี เพราะมีฤทธิ์ทางเภสัชคือ ขับเสมหะ แก้ไอได้ เหมาะกับฤดูที่หวัดชุกชุมในหลายแห่งครับ
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        2) อบเชย
      
       
เป็นสมุนไพรที่ให้กลิ่นรสที่เป็นเอกลักษณ์ ใครที่ชอบกินพะโล้, กาแฟใส่แท่งอบเชย หรือซินนาม่อนบันก็ขอให้รู้ว่าท่านได้รับของดีที่เป็นสมุนไพรใกล้ตัวแล้ว
      
       
โดยอบเชยมีส่วนช่วย “คุมน้ำตาล” เหมาะกับเบาหวาน ดังนั้นใครที่บอกว่าตรุษจีนไม่ถูกโรคกับเบาหวานก็อาจลองดูอาหารที่มีส่วนผสมของอบเชย อย่าง พะโล้สักนิดครับ
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        3) ผักชี
      
       
ไม่ได้มีไว้โรยหน้าสวยๆ แต่มีสารอาหารกลุ่มกำมะถันที่ช่วยต้านเชื้อโรคในลำไส้ โดยกลิ่นหอมของผักชีมาจากน้ำมันหอมที่ดีอย่าง ไมริสติซิน, ลิโมนีน, ยูจีนอล ซึ่งมีส่วนในการยับยั้งสารก่อมะเร็งที่มาจากการเผาไหม้ปิ้งย่าง
      
       
ในท่านที่อยากได้สุขภาพช่วงตรุษจีนขอให้ “โรยผักชี” กันมากๆครับ
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        4) เก๋ากี้
      
       
มีชื่อเก๋ๆว่า “โกจิเบอรี่” ที่พี่น้องชาวจีนเรานำมาใส่ในจานอร่อยหลายอย่างทั้งแกงจืด, ตุ๋นต่างๆ และในของหวานด้วย
      
       
โดยผู้รู้ท่านบอกว่าเก๋ากี้ลูกเล็กๆ นี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัยเปรียบได้กับ “ลูกไม้แห่งความอ่อนเยาว์” ซึ่งเซเลบระดับโลกกล่าวถึง รวมทั้งมาดอนน่า และมิรันดา เคอร์ด้วย
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        5) พริกไทย
      
       
ขอแนะ “พริกไทยดำ” ถ้าเลือกได้ เพราะพริกไทยดำคือพริกไทยที่ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด ไม่ผ่านการขัดจนขาวจั๊ว
      
       
ซึ่งในเทศกาลตรุษจีนนี้มีโอกาส “เติมพริกไทย” ได้มากทั้งจากพะโล้และของไหว้ที่นำมาปรุงใหม่เพื่อถนอมไว้กิน เช่น ไก่ หรือหมูรวนใส่พริกไทยกระเทียมเป็นต้น
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        6) งา
      
       
ทั้งงาขาวและดำถือเป็นของสร้างความเฮงให้สุขภาพรับปีใหม่จีนได้ ในเครื่องไหว้ไม่ว่าจะซาแซหรือโหงวแซย่อมต้องมี “ของหวาน” อยู่ด้วย ซึ่งงาเป็นส่วนประกอบของขนมจันอับประเภทนี้อย่าง เม่งทึ้ง, คอเป็ด หรืองาตัด ด้วยงามีแร่ธาตุที่ผู้ใหญ่มีปัญหาไขข้อพึงได้รับ
      
       
เท่าที่นึกได้ก็มีชาติแถบตะวันออกกกลางที่ชื่นชอบอาหารใส่งาอย่าง “ฮัมมุส” ที่เป็นเครื่องจิ้มยอดนิยม
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        7) เม็ดบัว
      
       
ของกินเล่นที่เด็กสมัยก่อนรู้จักดี การกินเม็ดบัวให้ดีนอกจากอร่อยแล้ว ยังจะนำประโยชน์ที่ช่วยถนอมหลอดเลือด และ “ดวงใจ” มาให้ด้วย โดยในของไหว้จะมีเม็ดบัวมาในรูปของอาหารคาวอย่าง ซุปไก่ตุ๋นใส่เม็ดบัว
      
       
ซึ่งเม็ดบัวมีประโยชน์สูงในแง่วิตามินบีและคาร์โบไฮเดรต ถือเป็นขุมพลังที่สำคัญของสุขภาพ สมกับความหมายของเม็ดบัว ที่ให้มั่งคั่งด้วยบุตรหลานชาย ผู้เป็นพลังสำคัญของตระกูลครับ
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        8) เกาลัด
      
       
มีความหมายสมกับราคาของมันคือ เปรียบได้ดั่ง “ธนสารสมบัติ” หรือเงินทองนั่นเอง เกาลัดหรือเชสต์นัทนี้มีมงคลตั้งแต่วิธีปรุงคือ การคั่วแล้วครับ
      
       
ความอร่อยของมันได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งเมล็ดกินได้” ทั้งหลาย โดยเกาลัดนี้มีกรดไขมันจำเป็นอย่าง “ไลโนเลอิก” และให้พลังงานค่อนข้างสูง จึงมีส่วนบำรุงกำลังกายกับกล้ามเนื้อได้ดี 
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        9) สาหร่าย
      
       
ของอร่อยได้สุขภาพ สาหร่ายมงคลในวันตรุษจีนนี้มีความหมายดียิ่งด้วยชื่อของมันในภาษาจีนว่า “ฟัตชอย” นี้พ้องกับคำอวยพรให้โชคดีและร่ำรวย
      
       
โดยสาหร่ายมีใยอาหารสูง แต่แคลอรีต่ำ ทำให้ผลลัพธ์คือ อิ่มแบบไม่อ้วน ซ้ำยังได้แร่ธาตุแคลเซียม, แมกนีเซียม, เหล็กและวิตามินเค ที่สร้างความแกร่งให้กาย
สุขภาพดี มีเฮง! 10 ยอดสมุนไพรปรุงอาหารตรุษจีน/นพ.กฤษดา ศิรามพุช
        10) เต้าหู้
      
       
หมายถึงความร่ำรวยทรัพย์ โดยประโยชน์ของเต้าหู้มีมากเกินจาระไน ถ้าเอาให้พิเศษหน่อยก็คือในเต้าหู้บางแบบมีอณูโปรตีนพิเศษคือ “เพ็พไทด์” ที่ช่วยยับยั้งเอนไซม์ ที่ทำให้หัวใจทำงานหนักและความดันสูง
      
       
พูดง่ายๆ คือ มันมีส่วนทำหน้าที่คล้ายยาลดความดันสูงกลุ่มสำคัญ (คือ ACE inhibitorsครับ)
      
       
จะเห็นว่าตรุษจีนกับสิ่งมงคลเป็นเรื่องคู่กัน ความโชคดีมีสุข และมั่งคั่งเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ซึ่งใครที่รู้จุดนี้แล้วดูแลเพื่อนเป็นคนจีนจะช่วยให้รักกันได้ซาบซึ้งมาก และหากเพิ่มเรื่องของการรับประทานให้ดีด้วยสไตล์อายุรวัฒน์ ก็จะช่วยให้ของกินตรุษจีนเป็นอาหารเพื่อสุขภาพดีได้ ไม่ต้องกังวลกับ “ของแถม” ที่จะตามมา สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านหรรษาและเฮงในทุกประการจากใจ
      
       
ตามประสากากี่นั้งคนกันเองครับ 

Monday, 22 December 2014

ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม

" ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม "

โดย นพ.กฤษดา เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึกว่า ทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมเร็วขึ้นดังนี้
(1)"สมอง"
(2)หัวใจ 
(3)หลอดเลือด
(4)ต่อมไร้ท่อ
(5)ภูมิคุ้มกันร่างกาย

ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ก่อน4 ทุ่มก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 9 ประการ

1. สมองสร้างเคมีฯที่มีประโยชน์กับอวัยวะ
ต่างๆของร่างกาย สมองเป็นส่วนสำคัญในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอนก็ยังทำให้ร่างกายได้รับ เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน),ฮอร์โมนเพศและเคมีหนุ่มสาว(โกรทฮอร์โมน)แถมยังมีเคมีบำรุงออกมาควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยได้ด้วย

2. สมองมีความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้แค่ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกันนาน ๆ มีผลต่อความจำและสมาธิมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบคล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง

3. คุมความดันโลหิตได้ การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีววิทยาที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋วทำงานซับซ้อนช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน

4. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหร
การนอนไวช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลาย ตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง

5. ได้ล้างพิษ เวลาที่เรานอนจะเป็นช่วง เวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น

6. ไม่อ้วนง่าย การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนัก ตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาใน ร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย

7. มีสุขภาพดีขึ้นถ้าเรานอนให้เร็วขึ้น เรา จะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมอง ได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไร ก็มีความสุขได้ง่ายขึ้น

8. โรคไม่กำเริบ การนอนไวไม่เสี่ยงต่อ
โรค กำเริบโดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียดซึมเศร้า และโรคมะเร็ง

9. ชะลอความแก่ นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะ แค่นอนก็ช่วยเสริมสร้างความหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิททั้งหลายไม่ทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร จึงป้องกันความเสื่อมชรา

Tuesday, 9 December 2014

อาหารที่ไม่ควรทานตอนท้องว่าง

ตอนเย็น เพื่อนๆ หลายคนคงจะรู้สึกหิวใช่ไหมค่ะ แต่อย่าเพิ่งเดินไปหยิบอาหารหรือเครื่องดื่มมากินนะคะ เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มบ้างอย่างไม่ควรรับประทานตอนท้องว่าง เพราะสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่ม 5 ประเภทนี้ จะไปสร้างปฏิกิริยากับน้ำย่อยในกระเพาะจนเกิดอาการผิดปกติในร่างกายได้ค่ะ...
1. กล้วย...เป็นผลไม้ที่มีธาตุแมกนีเซียมมาก ถ้ารับประทานในขณะที่ท้องว่างจะทำให้ธาตุแมกนีเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และจะสูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งจะเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก รวมทั้งยังทำให้ท้องอืดอีกด้วย
2. นมและนมถั่วเหลือง…นมและนมถั่วเหลืองอุดมไปด้วยโปรตีน แต่ถ้าดื่มในขณะที่ท้องว่างจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดและปวดท้อง เพราะกระเพาะอาหารต้องทำงานหนักเพื่อย่อยสารอาหารในนม ซึ่งบางคนจะท้องเสียด้วย โดยนมจะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อกระเพาะมีอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย
3. น้ำตาลหรืออาหารหวาน…การรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือลูกอม ในขณะที่ท้องว่างจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนทุกชนิด รวมถึงโปรตีนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายด้วย จึงทำให้สมรรถภาพการทำงานของไตและการหมุนเวียนของโลหิตลดลงและยังลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
4. ลูกพลับ…เป็นผลไม้ที่มียางและสารแขวนลอย ถ้ารับประทานในขณะที่ท้องว่างจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก และเมื่อรวมกับสารในลูกพลับจะทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
5. น้ำชา...น้ำชาที่เข้มข้นจะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่ว่างอยู่เจือจางลง ทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง จนเกิดอาการใจสั่น วิงเวียนศีรษะ มือเท้าอ่อนแรง ถ้าดื่มชาที่เข้มข้นควรหาของว่างหรือขนมรับประทานคู่ด้วย

Monday, 8 December 2014

น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ

น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ
ส่วนประกอบ

- เมล็ดน้อยหน่าที่กินเหลือ

- น้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์

วิธีทำน้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ


นำเมล็ดน้อยหน่ามาตำให้แตกละเอียด


แล้วนำมาผสมในแอลกอฮอล์หรือน้ำเปล่า ทิ้งไว้สักครู่ ให้ส่วนประกอบเข้ากันดี


จะได้น้ำยาปราบเห็บหมัดแบบไม่มีสารพิษให้ต้องกังวลเวลาใช้



วิธีใช้น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัข


นำน้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขที่ทำไว้ มาชโลมบนตัวสุนัขหลังอาบน้ำเสร็จ แล้วเช็ดตัวให้แห้ง ไดร์ขนตามปกติ จะปรากฏว่าเห็บหมัดทั้งหลายหายไปหมด ไม่มีเหลือ



วิธีทำเป็นสเปรย์ปราบเห็บหมัดสุนัข


เราสามารถนำน้ำยาที่ทำไว้แล้ว มาบรรจุเป็นสเปรย์ เพื่อความสะดวกเวลาใช้งาน สำหรับฉีดกำจัดตามจุดบนร่างกายสุนัข หรือตามกำแพงบ้าน ฝาบ้านที่พบ


ให้รินเอาน้ำยาที่ทำไว้ เอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ ใส่ในกระบอกสเปรย์ฉีดรีดผ้า ลองนำไปฉีดใส่เห็บหมัด จะปรากฏว่าเห็บหมัดตายกันเห็น ๆ สุนัขก็ปรกติดีไม่มีอาการเมายาใด ๆ ทั้งสิ้น



ที่มา: http://www.lokehoon.com/topic.php?q_id=221

Friday, 15 August 2014

ปลอดภัยจากสิ่งใกล้ตัว

แอดมินขอเตือนภัยระวัง! 15 อาหารใกล้ตัว: ไม่ให้ประโยชน์ ยังอาจแถมโทษตามมาเวลาสมาชิกทานก็ต้องระวังกันให้มากหน่อยนะค่ะทานได้แต่น้อยไม่ควรทานบ่อยหรือไม่ควรรับประทานเลยนะค่ะเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเราเองค่ะ....
มีเกร็ดต่างๆ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับอาหารใกล้ตัวเราทุกวันนี้ ที่ล้วนแต่มีประโยชน์น้อย แถมมีโทษ.. ถ้าเจอแจ๊ตพอต อาจป่วย ไม่คุ้มกันหากยังใส่ใจกับสุขภาพของตัวคุณเอง ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลที่ตามมานั้นอันตรายเกินกว่าที่หลายคนจะระวังตัวเลยทีเดียว
1. ขนมปังปี๊บ วางขายทั่วไปตั้งแต่ร้านโชห่วยจนถึงซูเปอร์สโตร์เลยทีเดียว หลายคนชะล่าใจว่าวางขายในห้างแล้วจะปลอดภัยกว่าร้านขายของชำ จะบอกว่าวางขายที่ไหนก็ไม่ปลอดภัยทั้งนั้น เพราะกระบวนการผลิตขนมปังบรรจุปี๊บบางแห่งไม่มีคุณภาพ แถมบางรสอย่างเช่น ไส้สับปะรด แท้จริงแล้วผู้ผลิตบางเจ้าใช้มันแกวหรือพืชอื่นๆ กวนใส่น้ำตาลแทนสัปปะรดจริง แล้วใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย เพื่อลดต้นทุนอย่างน่าเกลียด
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด เชอรี่สีแดงสีเขียว วางประดับเหนือครีมสีขาวบนขนมเค้ก เราเห็นทั่วไปตั้งแต่ร้านเบเกอรี่จนถึงร้านขายของชำที่ชอบรับมาขายจากแหล่ง ที่บางครั้งก็ไม่ระบุที่มา หากเป็นเชอรี่เชื่อมของจริงผลจะมีสีแดงเข้ม รสชาดหวานอมเปรี้ยวจากผลไม้แท้ๆ แต่บางเจ้ากลับนำมะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น แล้วย้อมสีแดง ซึ่งก็คือผงฟอกสีทำให้เกิดภาวะเสื่อมในไตขนมหวานของหวานบางอย่างที่ไม่น่าเชื่อว่ายังจะใช้สารฟอกสีไปทำไม แต่ก็ใช้ไปแล้ว ก็อย่างเช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) หรือยอดมะพร้าวขาวๆ ฉะนั้นต้องดูให้ดี
3. ซูชิในตลาดนัด อาหารพื้นๆ สัญชาติญี่ปุ่น แต่ดันมาขายดิบขายดีในเมืองไทย และเมื่อแพร่ขยายมาถึงตลาดนัด ซึ่งผู้ขายจะนำมาจากแหล่งผลิตใด วัตถุดิบคืออะไร ก็ไม่มีใครทราบ แต่พอถึงเวลาขายก็เอาออกจากกล่องพลาสติกมาวางกลางอากาศร้อนๆ แถมในตลาดนัดรู้กันอยู่ว่าเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค เมื่อของสดบวกกับความร้อนและเชื้อแบคทีเรียในอากาศ ผู้ที่ซื้อไปรับประทานก็จะมีอาการท้องร่วงท้องเสียตามมา
4. เอแคลร์-ลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้นๆ ถูๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย รวมถึงสีที่ใช้ซึ่งหลายเจ้าไม่ได้ใช้สีผสมอาหาร ใครทานเข้าไปก็เตรียมใจรับสารตะกั่ว ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีประหลาด ขึ้นชื่อว่าลูกอมก็ไม่ใช่ของที่น่ารับประทาน เพราะรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าทานมากก็ทำให้ฟันผุและมีน้ำตาลสูง แต่ถ้าเจอลูกอมสีแปลกๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง สีจัดๆ สีเหล่านี้พ่อค้าแม่ค้าชอบนำมาขายเพราะเก็บไว้นาน สีไม่ซีด แต่อันตรายจากสีในลูกอมนั้นเต็มไปด้วยสารตะกั่วและโลหะหนัก ....แต่ทางที่ดีที่สุด หลีกเลี่ยงลูกอมทุกสี ทุกรส เพือ่สุขภาพที่ดีของปากและฟันเป็นดีที่สุด
6. อาหารทะเลปลายฤดูร้อน ผู้หลักผู้ใหญ่เคยบอกไว้ว่าช่วงปลายหน้าร้อนเข้าหน้าฝนอย่าหาของทะเลกิน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะสภาพอากาศที่มีฝนแรกตกชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเล ซึ่งสัตว์ทะเลจะกินฝุ่นดินนี้เข้าไป ก็จะทำให้มีเชื้อไวรัส แบคทีเรีย มากกว่าปากติ ฉะนั้นโอกาสท้องเสียจึงมีสูง หากจะทานก็ควรล้างน้ำเกลือให้สะอาด เพื่อชะล้างฝุ่นดินโคลนออกเสีย
7.อาหารสำเร็จรูปไมโครเวฟ อาหารแพ็คสำเร็จรูปเดี๋ยวนี้มีวางขายหลากหลายยี่ห้อ ตอบสนองพฤติกรรมการกินของคนรุ่นใหม่ที่รีบเร่งและเน้นสะดวก หลายคนยังมีแก่ใจห่วงใยสิ่งแวดล้อม ยอมเอาบรรจุภัณฑ์พลาสติกใส่อาหารล้างสะอาดเก็บไว้ใช้ต่อ แต่พลาสติกชนิดนี้ไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำกลับเข้าไมโครเวฟมากกว่า 1 ครั้ง เพราะเคมีในพลาสติกจะซึมสลายปะปนกับอาหาร สะสมในร่างกาย
8. โยเกิร์ตตามซูเปอร์มาร์เก็ต จะมาเดี่ยวๆ หรือมาเป็นแพ็ค แต่สังเกตกันบ้างหรือไม่ว่าโยเกิร์ตสมัยนี้ทำไมจึงผลิตออกมาได้มากมาย หลายรส หลายกลิ่น และทำไมหลายคนกินแล้วมีแต่อ้วนขึ้น! ก็เพราะผู้ผลิตบางเจ้าเติมแป้งลงไปเพื่อให้ได้ปริมาณและความข้น ขณะที่ผลไม้เชื่อมที่ใช้ก็ถูกสลายเกลือแร่และวิตามินซีไปนานแล้ว สิ่งที่ได้คือแป้งแต่งกลิ่นนมเปรี้ยว เติมสีและรสสังเคราะห์ ทำให้โยเกิร์ตมีราคาถูกนั่นเอง วิธีทดสอบง่ายๆ ลองหยดทิงเจอร์ไอโอดีนตามการทดลองวิทยาศาสตร์ตอนเด็กๆ ดู หากเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แปลว่าคุณเจอโยเกิร์ตแป้งเข้าแล้ว
การทานโยเกิร์ตให้ได้รับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์จากนม จึงควรเลือกแบบโฮมเมด มีรสและกลิ่นตามธรรมชาติของนม และรสธรรมชาติทานคู่กับผลไม้สด เมล็ดธัญญาหาร หรือน้ำผึ้ง จะได้รับประโยชน์เต็มๆ กว่า
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน เพื่อป้องกันการวางไข่ของแมลงวัน และเชื้อโรคตามอากาศที่ปะปนอยู่ในขวด
10. ขวดซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ที่เปิดใช้แล้ว แม้จะเก็บไว้อย่างดีในตู้เย็น แต่หากเปิดใช้เหลือเกินกว่าวันที่ฉลากระบุ ก็ต้องจัดการทิ้งถังขยะ เพราะเชื้อราตามคอขวดซอสเหล่านี้ เติบโตเร็ว
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ แม้จะมีการลดจำนวนการใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ในการห่ออาหาร แต่บางครั้งเราก็ยังเห็นแม่ค้านำมาห่อผักสด เข่งปลา วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป สารพิษจากหมึกจะปนเปื้อนในอาหารได้ ควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะนำไปห่อผักแช่ตู้เย็น
12. อาหารกระป๋อง ถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น เพราะอากาศจะเร่งปฏิกิริยาให้อาหารปนเปื้อนสารจากกระป๋องได้ง่าย
13. ฟองน้ำล้างจาน ตามท่อ หรืออ่างล้างจาน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ในฟองน้ำล้างจานก็เช่นกัน หากนำกลับมาใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง แบคทีเรียที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้จึงไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง หากต้องการกำจัดเบื้องต้น ก็มีเคล็ดลับง่ายๆ โดยนำฟองน้ำล้างจานไปแช่ในน้ำส้มสายชู แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ก็จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียที่อาจปะปนกับจานชามของเราได้ส่วนหนึ่ง....น่ากลัว จริงๆ นะ
14. อาหารหมักดอง ใครที่ชอบทานอาหารหมักดองเป็นประจำต้องระวังให้ดี เชื้อไวรัสในอาหารหมักดองมีฤทธิ์มากพอที่จะทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะอาหารหมักดองที่ขายตามตลาด เช่น ผักกาดดองในกะละมังโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด (โดยใช้คนลงไปนวดผักในอ่างดอง โดยที่เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคติดต่อหรือไม่) หากจะนำผักกาดดองไปปรุงอาหาร ควรเลือกผักกาดดองกระป๋อง หรือบรรจุซองที่ซีลแน่นหนา สะอาด ไม่รั่ว ไม่บุบ ไม่แตก
15. เบียร์สด บางคนอาจคิดไม่ถึง แต่เบียร์สดจะมีกรรมวิธีการผลิตแตกต่างจากเบียร์บรรจุขวด นั่นก็คือเบียร์สดจะไม่ถูกกรองยีสต์ที่ตายแล้ว ก็อาจจะทำให้ได้รับซากยีสต์จากการดื่มด้วย ซึ่งต้องระมัดระวังหากใครมีปัญหาเรื่องภูมิต้านทานแบคทีเรีย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.sanook.com/25-01-2010

Sunday, 29 June 2014

วิธีรักษาแผลเบาหวาน

สูตร..วิธีรักษาแผลเบาหวาน
1. น้ำมันมะพร้าว 1000 ซีซี หรือ 1 ลิตร
2. ไข่แดงของไข่เป็ดเบอร์ 0 4-6 ฟอง
3. เนื้อลูกหมากสดแก่ๆ 2 ลูก
4. สารส้มสตุค่ะ 1 หัวแม่โป้ง
* ใช้ผ้าขาวบาง ปูบนชามแกง
* เอาไข่แดงที่แยกเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงบนผ้าขาวบาง แล้วตีให้เป็นเนื้อเดียวกันเบาๆ
* ทุบเนื้อหมาก ให้แตกๆ ใส่ลงไปในผ้าขาวบางที่มีไข่ตีแล้ว
* ใส่สารส้มสตุ ลงไป แล้วผูกผ้าขาวบางให้เรียบร้อย
* เอาน้ำมันมะพร้าวตั้งไฟอ่อนๆ
* เอาผ้าขาวบาง หย่อนลงไป
* รอจนน้ำมันมะพร้าวเดือดปุดๆ แล้วมีน้ำมันไข่แดงออกมา
* สังเกตว่าจะเริ่มมีฟอง ก็ใช้ได้
* น้ำมันยาที่ได้จะมีสีเหลืองๆ อมส้ม
* เอาน้ำมันที่ได้ กรอกใส่ขวดไว้เป็นยาใส่แผล
ข้อดีของการใส่แผลด้วยยาจากน้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดง คือ...ไม่ต้องล้างและคว้านแผล
ดังนั้น แผลจะค่อยๆดูดน้ำมันยา เข้าไปหล่อเลี้ยงและฟื้นฟูแผล ตัวที่ประสานแผลคือหมาก สารส้มจะมีฤทธิ์ช่วยดูดหนอง ไข่แดงคือเลซิตินที่ทำให้เซลส์ประสาทงอกขึ้นมาและดึง
ออกซิเจนเข้าแผลได้มากยิ่งขึ้นแผลจะตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วไม่เป็นแผลเป็น
การดูแลผู้ป่วยมีแผลเบาหวาน โดยไม่ต้องไปปลูกถ่ายสเตมเซลส์ ก็ลองวิธีนี้ดูนะคะ รักษาดีกว่าแผนปัจจุบัน ที่ต้องขูดแผล ล้างแผลทุกวันค่ะ..วิธีนี้ล้างครั้งแรก แล้วหยอดยาได้ตลอด แผลจะค่อยๆตื้นขึ้นมาค่ะ.....หมอปรียาภา

เครื่องดื่มที่คนไทยชอบ


Monday, 23 June 2014

9 ข้อควรรู้ที่เราไม่เคยใส่ใจ

9 ข้อควรรู้ที่เราไม่เคยใส่ใจ
1. ยาคูลท์ขวดเล็กๆ มีส่วนผสม ของน้ำตาลทรายขาว 6 ช้อนชา
2. ร้านกาแฟโบราณรถเข็น ที่ขายโอเลี้ยง และชาดำเย็น มีต้นทุนค่ากาแฟเย็น แก้วละ 3 บาท
(ขณะที่มั่วๆ ขายเราแก้วละ 30 บาท ประหนึ่งว่าตัวเอง เป็นร้านกาแฟสด)

3. ร้านขายน้ำส้มคั้นสดๆ ตามร้านริมถนน จะมีสวนผสมของยาฆ่าแมลง อยู่ด้วยเสมอจากผิวเปลือกส้ม ที่ไม่ได้ล้าง หรือล้างไม่สะอาด
4. 95% ของร้านที่ผ่าไข่ด้วยเชือกด้าย เช่น ร้านข้าวหมูแดง ร้านก๊วยจั๊บ เชือกด้ายนั้น ไม่เคยเช็ค ไม่เคยล้าง ไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่เปิดร้าน จนปิดร้าน
5. 90% ของร้านขายข้าวขาหมู จะเอาคะน้าที่ไม่ได้ล้าง ไปลวกให้สุกในน้ำขาหมู ก่อนที่จะหั่นเนื้อ หันผัก และตักน้ำขาหมู มาราดข้าวให้เรา
6. 80% ของแม่ค้าขายของ ที่ใส่ถุงมือขายอาหาร จะใส่ถุงมือหยิบอาหาร และทอนเงิน
7. อาหารใส่ถุงที่ซื้อจากตลาด ในตอนเช้า แล้วกลางวันบูด แสดงว่า อาหารสกปรกมีเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าไว้ข้ามคืน และไม่ได้ใส่ตู้เย็นอาหารก็ยังไม่เสีย แสดงว่า ใส่สารกันบูด
8.โรตีอาบังท่ีเข็นรถขายตอนเย็นๆ
กลางคืน เวลาบังปวดฉี่ บังจะไปยืนหลบๆต้นไม้ฉี่เสร็จ บังไม่ได้ล้างมือท่ีจับจู๋ฉี่ บังก็มาจับก้อนแป้งตบๆปี้ให้แบน เหวี่ยงให้เป็นแผ่นแล้วก็ทอดโรตีขายให้เรากิน กลิ่นก็จะทะเม่งๆกลมกล่อมพร้อมเชื้อโรค
9.รถเข็นขายไส้กรอกอิสาน ขายจนดึกกลับท่ีพัก ก็จอดรถเข็นไว้หน้า
ท่ีพัก ห้องเช่า โดยท่ีไม่ได้เก็บท่ีปิ้งย่างไส้กรอก ก็ทิ้งไว้บนรถเข็น. ตกดึกหนูก็จะมารุมแทะเศษหนังเศษมันของไส้กรอกท่ีติดอยู่ท่ีเหล็กเคร่ืองปิ้งกันมันแถมฉี่ใส่อีกต่างหาก พอสายๆตื่นมาคนขายก็มาปัดๆกวาดๆแล้วก็เตรียมของท่ีจะไปขายต่อ กินกันเข้าไปเชื้อโรคทั้งนั้น

Sunday, 15 June 2014

16 ข้อดีของการดื่มน้ำมะนาวอุ่น





มะนาวเป็นแหล่งวิตะมินซีชั้นยอด ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นในการต่อสู้กับเชื่อโรคต่างๆของร่างกาย

มะนาวมีไฟเบอร์เพ็คตินซึ่งมีส่วนช่วยให้ลำไส้ทำงานดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยในการต้านทานแบคทีเรียต่างๆ

ช่วยให้ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของร่างกายเกิดความสมดุล

การดื่มน้ำมะนาวอุ่นในตอนเช้าช่วยล้างสารพิษในร่างกาย

ช่วยในการย่อยอาการและช่วยในการผลิตน้ำดี

เป็นแหล่งของกรดเปรี้ยว โปตัสเซี่ยม แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัสและแม็กนีเซี่ยม

ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตและการเพิ่มของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งเป็นสาเหตุของทำให้เกิดการติดเชื้อและโรคต่างๆ

ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบในข้อต่อหัวเข่าและโดยเข้าไปละลายกรดยูริค

ช่วยรักษาอาการหวัด

โปตัสเซียมในมะนาวจะช่วยบำรุงสมองและเซลล์ประสาท

เพิ่มความแข็งแกร่งของตับโดยการให้พลังงานสำหรับเอนไซม์ในตับ หากเอ็นไซม์มีจำนวนลดลง

ช่วยปรับสมดุลของแคลเซียมและระดับออกซิเจนในตับในกรณีของการเผาผลาญของหัวใจ การดื่มน้ำมะนาวเข้มข้นสามารถช่วยให้ผ่อนคลายได้

ให้ประโยชน์สูงสุดต่อผิวหนังและช่วยป้องกันการก่อตัวของริ้วรอยและสิว

มันจะช่วยรักษาสุขภาพของดวงตาและช่วยให้การต่อสู้กับปัญหาสายตา

ช่วยในการผลิตน้ำย่อยอาหาร

น้ำมะนาวจะช่วยเพิ่มกลือสำหรับร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากช่วงการออกกำลังกายที่หนักหน่วง

อาหารต้านภูมิแพ้เพื่อสุขภาพกัน

หน้าฝนใครแพ้อากาศ ต้องหมั่นทานอาหารต้านภูมิแพ้ 

สำหรับคนที่มีอาการแพ้อากาศหรือเป็นโรคภูมิแพ้จมูก มีกลุ่มอาหารต้านภูมิแพ้ ที่ควรจะรับประทานบ่อยๆ ประกอบด้วย

กลุ่มวิตามินซี ซึ่งช่วยในการป้องกันการหลั่งฮีสตามีน สารสำคัญที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้อากาศ แหล่งวิตามินซีที่สำคัญพบในผักใบเขียว เช่น ตำลึง ผักโขม บร็อคโคลี และกะหล่ำปลี ในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น สับปะรด ส้ม สตรอเบอร์รี่ และมะนาว 

กลุ่มวิตามินเอ อาหารต้านภูมิแพ้ในกลุ่มวิตามินเอช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ เสริมสร้างเยื่อบุต่างๆ ทั้งยังบรรเทาอาการเมื่อได้รับสารกระตุ้นภูมิแพ้ โดยวิตามินเอพบมากในกลุ่มผักผลไม้ที่มีสีเขียวเข้ม 
สีส้ม หรือสีเหลือง เช่น ฟักทอง แครอท มะละกอสุก มะม่วงสุก 
แคนตาลูป และมะเขือเทศ 

กลุ่มโปรตีน หมดจากกลุ่มวิตามินซึ่งได้จากผักผลไม้กันแล้ว ก็ถึงกลุ่มโปรตีนที่จะช่วยลดอาการแพ้อากาศได้ด้วย เพราะโปรตีนช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย โดยหน่วยย่อยเล็กที่สุดของโปรตีนคือกรดอะมิโน สารสำคัญในการนำไปสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ โปรตีนจะมีมากในเนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อล้วน เนื้ออกไก่ เนื้อหมู และไข่ไก่ หรือจะเลือกทานถั่วต่างๆ ก็ได้ประโยชน์จากโปรตีนเช่นกัน 

กลุ่มโอเมก้า 3 อาหารต้านภูมิแพ้กลุ่มต่อไปช่วยลดอาการอักเสบ เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายให้สามารถต่อสู้กับกลุ่มเชื้อโรค หรือสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย กลุ่มโอเมก้า 3 พบมากในปลาทะเลน้ำลึก ปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน และปลากะพง อย่างไรก็ตาม อาหารกลุ่มนี้แม้จะดีต่อคนที่มีอาการแพ้อากาศ แต่อาจมีส่วนไปกระตุ้นอาการภูมิแพ้ได้ ในเด็กจึงต้องระวังเป็นพิเศษ ในกรณีการแพ้อาหารทะเล นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า 3 ก็มีประโยชน์ไม่แพ้กัน พบมากในเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ถั่วเหลือง และผักใบสีเขียวเข้ม 

กลุ่มซีลิเนียม กลุ่มต่อไปเป็นกลุ่มอาหารที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม หรือสารกระตุ้นภูมิแพ้ พบมากในพืชตระกูลหอม เช่น หอมหัวใหญ่และหอมแดง

กลุ่มฟลาโวนอยด์เควอเซทิน อาหารต้านภูมิแพ้กลุ่มสุดท้ายเป็นสารต้านอาการแพ้และลดการอักเสบ ช่วยยับยั้งการปล่อยสารฮิสตามินซึ่งเป็นตัวกระตุ้นอาการภูมิแพ้ พบมากในกระเทียม และพืชตระกูลหอม อย่างหอมหัวใหญ่ หอมหัวแดง ในแครอท ผักกาดหอม และแอปเปิ้ล 

หมั่นดูแลสุขภาพบ่อยๆ ด้วยการรับประทานอาหารต้านภูมิแพ้ ที่ช่วยลดอาการแพ้อากาศ หน้าฝนหรือฤดูไหนๆ ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป

http://th.openrice.com/

ขาวบลิ๊ง" ง่าย ๆ ด้วยผักผลไม้ใกล้ตัว

"ขาวบลิ๊ง" ง่าย ๆ ด้วยผักผลไม้ใกล้ตัว

สาวๆ ที่อยากมีผิวขาวสวยใสฟังทางนี้!!!

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก "กลูตาไธโอน" กันใช่ไหมคะ สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย และมีผลทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำเป็นเม็ดสีชมพูขาวได้อีกด้วย ผู้หญิงที่อยากมีผิวขาวใสมีออร่าเลยต้องไปฉีดกลูตาไธโอนเข้าเส้นเลือด ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายมากๆ ส่วนอาหารเสริมที่มีวางขายกันเกลื่อนนั้นก็มีราคาแพงเหลือเกินและยังไม่แน่ว่าจะได้ผลหรือเปล่า

ทั้งที่จริงๆ แล้ว "สารกลูตาไธโอน" เป็นสารที่เซลล์ในร่างกายสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง โดยร่างกายจะสังเคราะห์จากอาหารที่ทานเข้าไป เรียกว่า Universal Antioxidant เกิดจากการจับตัวกันในรูปแบบ Tri-peptides ของกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine Glycine และ Glutamic แต่เมื่ออายุมากขึ้นปริมาณของสารชนิดนี้ในร่างกายก็จะลดน้อยลง

แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เรามีวิธีช่วยเพิ่มสารกลูตาไธโอนในร่างกายแบบที่ไม่เป็นอันตราย นั่นก็เพราะสารนี้มีอยู่ในผักและผลไม้ใกล้ๆ ตัวเรานี่เอง

สำหรับผลไม้ที่ช่วยเสริมสร้างผิวพรรณให้สวยงามและขาวกระจ่างใสนั้นมีหลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรก แตงโม มีสารที่เรียกว่า lycopene ที่มีแอนตี้ออกซิเดนท์และวิตามินซี ช่วยให้ผิวแข็งแรง

อโวคาโด ขึ้นชื่อว่าอุดมด้วยวิตามินอีและมีแอนตี้ออซิเดนท์ นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 และบี 6 รวมถึงไนอาซีน กรดโฟลิก โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส เปี่ยมไปด้วยคุณค่าจริงๆ ค่ะ ผลไม้ชนิดนี้

ลืมเสียไม่ได้กับผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ทั้งสตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เหล่านี้ล้วนมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ไม่เพียงแค่นั้นยังมีไบโอฟลาโวนอยดฺ์ วิตามินซี ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน และอิลาสตินที่ทำให้ผิวหนังแข็งแรง

ส่วนองุ่นสีม่วง ก็เป็นผลไม้ที่มี Resveratrol แอนตี้ออกซิแดนต์สำคัญ ป้องกันผิวเหี่ยวก่อนวัย ลดความเสื่อมของอวัยวะในร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายสมดุลอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยผักกันบ้าง หน่อไม้ฝรั่ง มีสารที่มีกลูต้าไธโอน อุดมไปด้วยวิตามินซีช่วยบำรุงผิวพรรณได้ดี

เคล็ดลับการปรุง: หลีกเลี่ยงการใช้ไฟแรงในการทำอาหาร

นอกจากรับประทานผักและผลไม้แล้ว หมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เท่านี้ก็ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติได้แล้วค่ะ

http://th.openrice.com/bangkok/

ผลไม้สำหรับคน ลดความอ้วน




วิธีลดความอ้วน วิธีหนึ่งนนคือลดการรับประทานแป้ง ของทอด และหันมารับประทานผลไม้ให้มากขึ้น แต่ผลไม้ที่รับประทานเข้าไปนั้นท่านรู้หรอไม่ว่ามีปริมาณน้ำตาลอยู่มากน้อยเพียงใด เพราะฉะนั้นแล้ว การรับประทานผลไม้ก็ควรใส่ใจซักนิดว่ามันเหมาะกับผู้ที่ ลดความอ้วน ได้หรือไม่ ไม่เช่นนั้นแล้วแผนการ ลดความอ้วน ของคุณก็อาจจะล้มเหลวเหมือนครั้งก่อนๆก็เป็นได้ วันนี้ Healthyenrich จึงได้นำผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่กำลัง ลดความอ้วน และเสริมสร้างสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน มีอะไรบ้าง ติดตามกันได้เลยครับ
แอ๊ปเปิ้ล
แอ็บเปิ้ลเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ ลดความอ้วน แอ๊ปเปิ้ล1ลูกให้พลังงาน 59 Cal ถือว่าเป็นเจ้าแห้งผลไม้ของการลดน้ำหนัก เลยก็ว่าได้ เพราะประกอบด้วยเส้นใยและไฟเบอร์อยู่มาก อีกทั้งยังมีน้ำตาลฟรักโทส ที่จะรักษาระดับน้ำตาลในตัวของคุณไม่ให้ต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหิว เพคติน ที่อยู่ในแอ๊บเปิ้ลมีคุณสมบัติพองตัวได้มาก จึงช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปรกติ ช่วยจับไขมันและคอเรสเตอรอล แถมยังช่วยป้องกันมะเร็งลำใส้ใหญ่ นี่ละผลไม้ของผู้ที่ลดความอ้วนจริงๆ!
ฝรั่ง
ผรั่งเต็มไปด้วยวิตามินซี และให้พลังงานต่ำเช่นกัน นอกจากนั้นวิตามินซีในผรั่งยังช่วยสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวพรรณแต่งตึง แต่หลายๆคนมักรับประทานฝรั่งจิ้มกับพริกเกลือ ซึ่งต้องระวังในจุดนี้ด้วย ไม่ควรจิ้มมากเกินไปเพราะอาจจะทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกินไปได้
ส้ม
ข้อดีของส้มคือมีกากใยสูง ช่วยให้อิ่มท้องและทำให้ระบบขับถ่ายสมบูรณ์ แต่ส้มมีพลังงานค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงควรรับประทานให้พอเหมาะ
แก้วมังกร
แก้วมังกรมีแคลอรี่ต่ำแต่ให้เส้นใยสูง เหมาะกับการรับประทานเป็นอาหารเย็น เพราะเส้นใยจำนวนมากจะทำให้เรารู้สึกอิ่มท้องได้ดี มีวิตามินซีสูง แถมยังเหมาะกับคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรเพราะแก้วมังกรสามารถช่วยกระตุ้นน้ำนมได้ดี
เพราะฉะนั้นแล้วผู้ที่กำลังหันมารับประทานผลไม้เพื่อลดความอ้วนควรมองดูซักนิดว่าผลไม้ที่รับเราประทานเข้าไปนั้นมีปริมาณน้ำตาลมาก น้อย เพียงใด ก็จะทำให้การ ลดความอ้วน ของคุณเห็นผลได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

7 สุดยอดผักบำรุงสายตา


ดีท็อกลำใส้

อ่านพบว่าแพทย์ที่ผ่าศพมักจะพบอุจจาระตกค้างอยู่ในลำใส้ผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อุจจาระที่ตกค้าง
นี้ อาจจะมีผลทำให้เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งลำไส้และโรคอื่นๆได้

นี่คือสูตรเครื่องดื่มตอนเช้าก่อนมื้ออาหารที่จะช่วยดีท็อกลำไส้ให้สะอาดขึ้น


วิธีการเตรียม : มะนาวหนึ่งลูกล้างให้สะอาด ผ่าเอาเมล็ดออก บีบน้ำมะนาวใส่แก้ว พร้อมเปลือก กับน้ำผึ้ง1ช้อนชา เกลือเล็กน้อย เติมน้ำอุ่นครึ่งแก้วคนให้ทุกอย่างเข้ากันแล้วเติมน้ำสักค่อนแก้ว ดื่มทุกเช้า จะรู้สึกถ่ายท้องง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น สองวันแรกที่ดื่ม กลิ่นอุจจาระที่ถ่ายออกมาจะมีกลิ่นแรงมากและกลิ่นจะไม่เหมือนกลิ่นเดิมๆที่เคยถ่ายทุกเช้า เหมือนว่าเป็นอุจจาระที่ตกค้างนานเกินไปในลำไส้และถูกขับออกมา จึงมีกลิ่นแรงกว่าปกติ แต่ที่รู้สึกดีมากๆคือรู้สึกว่าถ่ายง่าย ถ่ายหมดกว่าที่เคยเป็นครับ


ดร.พนม ปีย์เจริญ
11 มิถุนายน 2557

Saturday, 14 June 2014

วุ้นลูกตาเสื่อม (Vitreous degeneration) อันตรายเงียบที่ทุกคนมองข้าม

เนื่องด้วยปัจจุบันได้มีร้านอินเตอร์เน็ตหรือร้านเกมส์เยอะและมีคนเล่นเกมส์และเน็ตเป็นเวลานานรวมถึงคนที่ทำงานที่ต้องอยู่หน้าคอมเป็นเวลานาน ควรพึงระวังไว้เกี่ยวกับโรคภัยที่จะตามมากับการอยู่หน้าคอมเป็นระยะเวลานานๆ

เตือนคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย ไม่ว่าจะใช้เล่นเกมส์ หรือใช้ว่าทำงานลองอ่านดูนะ แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย ตอนนี้ในประเทศไทยมีคนเป็นโรค "วุ้นในลูกตาเสื่อม" ถึง 14 ล้านคนแล้วครับจากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์?? นี่เฉพาะแค่ที่มีข้อมูลบันทึกไว้นะครับ คนที่ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองก็เป็นจะมากขนาดไหน
ผมคิดว่า ในขณะที่คุณอ่านข้อความของผมนี้จากทางเนตบางคนก็เป็นแต่ไม่รู้ตัวครับ
อาการก็คือ : คุณจะเห็นเป็นคราบดำๆ เหมือนยักใย่ ลอยไปลอยมา เหมือนคราบที่ติดกระจกน่ะครับ จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อ คุณมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ฝาห้องน้ำขาวๆ จะเห็นเป็นคราบดำๆ ลอยไปลอยมา ถ้าอาการมากกว่านั้นก้อคือ ประสาทตาฉีกขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา (น่ากลัวมากๆ) และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด (ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิม จะตาบอดหรือไม่ ?)
สาเหตุของโรคนี้คือ : การใช้สายตามากเกินไป (เล่นคอม)
แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียรไนเพชรพลอย ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะ เล่นเนต หรือ เล่นคอม
คุณฟังไม่ผิดหรอกครับ เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคนี้กันมากเพราะเล่นคอมนี่แหละ ถามว่าทำไม คนเล่นเนต เล่นคอม ถึงเป็นกันมาก? ไม่ว่าคุณจะเล่นเนต,เล่นเกมส์,อ่านไดอารี่,อ่านบทความ,อ่านหนังสือ หรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น เพราะว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดาๆ ระยะห่างระหว่าง ลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่แน่นอน เพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอน กล้ามเนื้อและประสาทตา จึงทำงานค่อนข้างคงที่
แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่ชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส (เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป และจอ LCD เราก้อต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือมันไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือนอยู่บนแผ่นกระดาษ การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน )
บวกกับลักษณะการอ่านหน้าหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง เพื่อจะอ่านบรรทัดด้านล่างได้ หรือไม่ก็ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์ หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ แต่การเลื่อนบรรทัดนี้ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษที่แขนกับคอ จะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน
แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้างหรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุกๆ (คุณสังเกตุดู) มันจึงทำให้ปวดตามากๆ เพราะลูกตาจะต้องลากลูกตา เลื่อนตามบรรทัดที่กระตุกๆ นั้นไปตลอด บวกกับ การพิมพ์ตัวหนังสือนั้นบางที คุณต้องก้มเพื่อมองนิ้วว่ากดตำแหน่งบนแป้มพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จคุณจะปวดตามากๆ
อย่างเด็กนักศึกษา เร่งพิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ติดต่อกันข้ามคืน สองสามวัน ตาจะปวดมากๆ รวมทั้งเวลาการเปิดโปรแกรม word ในการพิมพ์ตัวหนังสือมักจะมีสีพื้นที่เป็นสีสว่าง (ที่นิยมก็คือ ตัวหนังสือดำ พื้นสีขาว ) สีพื้นที่สว่างขาวจ้า นี่เอง ทำให้ตาคุณจะเกิดอาการแพ้แสง ถ้ามีการพิมพ์ติดต่อกันนานๆ เพราะจ้องจอสีขาวนานเกินไป หรือไม่ก็ในคนที่ชอบเล่นเกมส์บ่อยๆ มักจะมีการปรับแสงสว่างให้จ้าที่สุด
เพราะเวลาเล่นเกมส์ ภาพพื้นหลังของเกมส์มักจะมืดๆ เป็นสีกำแพง เป็นสีปราสาท มันจะให้สีสวยสดดี แต่การทำแบบนี้มีข้อเสียคือ บางทีคุณหรือพี่น้องของคุณมาใช้คอมเครื่องนั้นต่อ จะทำให้บางครั้งลืมปรับความสว่างกลับมาให้มืดเหมือนเดิม จากที่แค่สว่างพอที่จะพิมพ์รายงาน กลายเป็นจ้องจอสว่างจ้าตลอดคืนไม่รู้ตัว สรุปก็คือ
1. การมองตัวหนังสือที่แขวนลอยอยู่ในจอ โฟกัสไม่แน่นอน กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก "ทำให้สายตาเสีย"
2. การเลื่อนตัวหนังสือและแถบบรรทัด ในหน้าคอม หรือ หน้าเนต มันจะเลื่อนแบบเป็นกระตุกๆ ทำให้สายตาเสีย การกระตุกๆ ของแถบบรรทัดนี่เองที่ทำให้สายตาเสีย ถ้าคุณอ่านหนังสือจากเวปมากๆ คุณจะติดนิสัยเสียอย่างนึงติดตัวไปคือ คุณจะติดนิสัย มองอะไรก็ตาม ไม่ว่าใกล้ไกล จะปรับโฟกัสมองเพ่งอยู่เสมอ ผลก็คือ กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก คุณจะเริ่มมองของที่อยู่ไกลๆ เบลอๆ คุณจะไม่สามารถปรับโฟกัส มองของใกล้ แล้วมองไกล ได้ทันทีเหมือนเคย (กล้ามเนื้อประสาทลูกตาจะล้า การปรับโฟกัสลูกตาเริ่มช้าลง)
3. การก้มๆ เงยๆ มองแป้นพิมพ์ และมองจอคอม กลับไปกลับมา "ทำให้สายตาเสีย"
4. การปรับจอภาพที่มีแสงสว่างจ้า มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว "ทำให้สายตาเสีย" ข้อนี้คล้ายๆ กับการเปิดดูทีวีในห้องมืดๆ เป็นประจำ แล้วทำให้สายตาเสียน่ะเอง อย่างเดียวกัน
5. การใช้จอคอม ที่มีความกว้างมากเกิน จอคอมกว้างๆ นั้น เหมาะสำหรับการดูภาพดูหนัง แต่ไม่เหมาะกับการดูตัวหนังสือ เพราะว่า สายตาคนเรานั้นมีระยะการมองตัวอักษรที่ 1 ฟุต (12 นิ้ว) แต่จอคอมสมัยใหม่ กลับมีความกว้าง 17 นิ้ว 19 นิ้ว หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันกว้างเกินระยะกวาดสายตามอง จากขอบหนึ่งไปสู่อีกขอบหนึ่ง (ทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา) แค่คุณนั่งอ่านหนังสือบนจอกว้างแบบนี้หนึ่งชั่วโมง ลูกตาคุณจะทำงานปรับโฟกัส กลับไปกลับมาเป็นพันๆ ครั้ง และถ้าเป็นปี หรือ หลายปี ติดต่อกัน สายตาคุณเสียแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะอ่านหนังสือจากจอคอมขนาดของจอคอมของคุณต้องไม่เกิน 15 นิ้ว
ถามกลับไปว่า ทำไม กระดาษเอกสารที่ใช้ในการอ่าน การเขียนทั่วไป จึงมีขนาด A4 ? (คำตอบ ก็คือ ความกว้างของกระดาษ A4 ไม่กว้างเกินไป กำลังพอดี ในการกวาดสายตามอง ยังไงล่ะครับ)
และเป็นคำตอบเดียวกับที่ว่า ทำไมขนาดของจอคอมคุณที่จะเอามาอ่านหนังสือ ไม่ควรเกิน 15 นิ้ว นั่นเอง ส่วนมากคนทั่วไป มักจะคิดไม่ถึงว่า การเล่นคอมทุกวัน ง่ายๆ นั้น จะเป็นสาเหตุ ที่สามารถทำให้ตาบอดได้ ถ้าเกิดรุนแรง เพราะกว่าจะรู้ตัวไปหาหมอ หมอก็อาจจะบอกว่าคุณไม่สามารถรักษาหายได้แล้ว และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น!!!
ผมจึงอยากจะฝากประโยคเอาไว้ให้คนที่เล่นคอมทุกคนว่า คอมพิวเตอร์นั้น มีไว้สำหรับการค้นหาข้อมูล ไม่ได้มีไว้สำหรับการอ่านเป็นประจำ โดยเฉพาะการอ่าน อะไรก็ตามที่ยาวๆ เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ หนังสือบนเนต คุณเสี่ยงทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราควรจะกลับมาอ่านหนังสือกระดาษกันเหมือนเดิม ลืมเรื่องเล่นเนต เล่นคอมซะ เพื่อสุขภาพตา
ปกติที่เห็นใยแมงมุมดำๆ (เรียกว่า Floaters) เป็นผลจากการเสื่อมสลายของวุ้นในลูกตาจนเกิดเป็นตะกอนข้างใน ไม่ได้เป็นอันตรายครับ เมื่อเวลาผ่านไปตะกอนจะค่อยๆ ลอยออกจากลานสายตาไปอยู่บริเวณขอบๆ มากขึ้นจนเราจะไม่สังเกตเห็นมันไปเอง แต่คนที่เริ่มมีอาการเห็นแสงกระพริบ (Flashing) นั้นน่าสงสัยว่าอาจมีจอประสาทตาลอก (Retinal detachment) หรือวุ้นลูกตาลอก (Posterior vitreous detachment)
คนที่เพิ่งจะเริ่มสังเกตเห็นอาการนี้เป็นครั้งแรก แนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์ครับ เพื่อตรวจดูว่าเริ่มมีจอประสาทตาลอก/วุ้นลูกตาลอกแล้วหรือยัง ถ้าแพทย์บอกว่ายังไม่มี เป็นแค่วุ้นลูกตาเสื่อมธรรมดา ก็สบายใจได้ แต่ไม่ใช่สบายจนลืมระวังตัวนะครับ ต้องคอยสังเกตตัวเองด้วยว่าถ้าเห็น Flashing กับ Floater ปริมาณมากกว่าเดิมแบบเฉียบพลัน ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้งครับ
ในคนปกติจะมีการเสื่อมสลายของวุ้นลูกตาอย่างช้าๆ อยู่ตลอดเวลาครับ แต่จะมีอาการเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคนอีก
คนที่มีสายตาสั้นมากๆ
เคยมีประวัติกระทบกระเทือนลูกตาอย่างรุนแรง
เคยมีการอักเสบหรือติดเชื้อภายในลูกตา
เคยได้รับการผ่าตัดต้อกระจก
คนที่มีวุ้นลูกตาลอกหรือจอประสาทตาลอกมาแล้วข้างหนึ่ง
คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรควุ้นลูกตาเสื่อมหรือจอประสาทตาลอก
คนเหล่านี้ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการเสื่อมสลายของวุ้นลูกตาได้เร็วกว่าคนทั่วไป
การป้องกัน
จากที่ได้อ่านที่โพสไว้ การใช้สายตาให้น้อยลงก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ป้องกันการเกิดได้นะ แต่ว่าในบทความของต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่ได้กล่าวถึงส่วนนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรู้จักอาการของโรค และระวังตัวเองอยู่เสมอ เมื่อเริ่มสังเกตเห็น Flashing หรือ Floaters ก็ควรพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีจอประสาทตาหรือวุ้นลูกตาลอกเกิดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปถึงจุดที่อันตรายนั่นเอง
การเห็น Floater ถือเป็นความผิดปกติ นะครับ แต่การที่เพิ่งมองเห็นเป็นครั้งแรก ปริมาณไม่มากนัก และได้พบจักษุแพทย์เพื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีการเกิดจอประสาทตาหรือวุ้นลูกตาลอก เป็นเพียงแค่วุ้นลูกตาเสื่อม นี่คือไม่อันตรายครับ
แต่ถ้าเห็นFloater หรือ Flashing ปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม อันนี้ต้องเริ่มสงสัยครับว่าโรคได้ดำเนินต่อไปถึงขั้นที่มีการลอกแล้วหรือเปล่า ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ใส่ใจถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้นอยู่ อาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจครับ
การป้องกันปัญหาสุขภาพจากการใช้คอมพิวเตอร์
จากการที่เราๆ ท่านๆ ต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เวลานานๆ แน่นอนย่อมมีผลเสียกับสุขภาพ ซึ่งมักจะมีอาการปวดตาและเมื่อยล้าของนัยน์ตาก็คงจะเคยเกิดกับผู้ที่ทำงานหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งจักษุแพทย์ได้พบว่ามีหลายๆ สาเหตุที่ทำให้นัยน์ตาต้องเสี่ยงภัยจากเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นผลทำให้เกิดอาการปวดตา ฉะนั้นจึงขอแนะนำการป้องกันปัญหาสุขภาพจากการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนี้
1. นั่งในท่าที่เหมาะสม และห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20-30 นิ้ว
2. จอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20-26 องศา
3. จัดเอกสารที่ต้องใช้ดูประกอบไว้ใกล้กับจอเครื่องคอมพิวเตอร์จะได้ลดการส่ายศีรษะไปมามาก และลดการเปลี่ยนระยะการดูของสายตาในระยะที่ต่างกันมาก
4. จัดแสง และแสงสะท้อนจากจอให้ลดลงในระดับที่ตาเรารู้สึกสบาย
5. อย่าให้มีฝุ่นเกาะจอคอมพิวเตอร์ ควรทำความสะอาดเสมอ
6. พักสายตา พักอิริยาบถทุกๆ 20 นาที เพื่อป้องกันตาเมื่อย
7. กะพริบตาบ้าง ถ้ารู้สึกแสบตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยดเป็นครั้งคราว
8. จอภาพคอมพิวเตอร์ต้องโฟกัสชัดเจน ตัวหนังสือภาพในจอให้ปรับให้ชัดเสมอ
9. ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี และจำเป็นต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ ควรใช้แว่นอ่านหนังสือที่เหมาะสม และไม่ควรใช้แว่น 2 ชั้น หรือแว่นไม่มีชั้น เพราะจะทำให้ต้องเงยหน้าอ่านข้อความในจอตลอด ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ปวดต้นคอเพิ่มขึ้น
การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียหายให้กับดวงตาของเรา ฉะนั้นนัยน์ตาของคนเรานับว่ามีค่ายิ่งควรแก่การทนุถนอมไว้ โดยการหลีกเลี่ยงต้นเหตุ และป้องกันปัญหาสุขภาพไว้ ในระหว่างทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราตราบนานเท่านานตลอดไป

Monday, 9 June 2014

ทำไมการเเกว่งเเขน การว่ายน้ำจึงสำคัญนัก

ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมารณรงค์
ให้ออกกำลังกายด้วยการเเกว่งเเขนโดยอ้างว่าลด
พุงได้อีกด้วย หลายคนเเปลกใจว่าเกี่ยวกันตรงไหน ?

เเกว่งเเขน (เเบบตำราเเพทย์ เเผนจีนที่ใช้กันมานับพันปี)
บางคนถึงกับหัวเราะเยาะว่า เว่อร์เกิ้นนนนน
อย่าเพิ่งดูถูกคะ
ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักเเร้นั้น คือชุมทางของต่อม
น้ำเหลือง เบ้อเริ่มบริเวณขาหนีบ นั่นก็ชุมทางของต่อม
น้ำเหลืองขนาดใหญ่
การขยับหัวไหล่เเละรักเเร้
การเเกว่งเเขนก็ดี
การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่เเละขาหนีบก็ดี
ล้วนเเล้วเเต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับ
เพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือ จึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดาๆ
คำว่าระบบน้ำเหลือง นั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล
ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง
นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด
ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพ
ให้เเข็งเเรง เยียวยาความเจ็บป่วย
เพราะระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย
พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายเเล้ว
ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบเเละขับออก
ไปจากร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เเอนตี้บอดี้
ของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลือง
จะมีต่อมน้ำเหลือง อยู่เป็นระยะๆ เพื่อช่วย กรองสาร
เเปลกปลอม เชื้อโรค ที่มีอันตราย
ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง
โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก เเละตับก็
อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยเเล้วจาก
ตับเเละลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์เเละอวัยวะต่างๆ
ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ ที่สุดของระบบน้ำเหลือง
มีหน้าที่กรอง เเละกำจัดเซลล์เม็ดเลือดเเดงที่หมดอายุ
เเละเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน
ของร่างกาย
ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล
ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน
หากการไหลเวียน ของน้ำเหลืองติดขัด
จะทำให้ ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ
บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียน เเละสังเกตได้ชัดเจนได้เเก่
ลำคอ
หลังใบหู
ท้ายทอย
หน้าอก
รักเเร้ใต้หัวไหล่
ท้องเเขน
หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ
บริเวณขาหนีบ
เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั้ม เหมือนระบบเลือด
ที่มีหัวใจเป็นปั้ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหล
เวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกาย
เเละการหายใจให้ลึกๆเป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการ
ไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ เเละกระบังลม
การเต้นกระโดดบน trampoline ดูจะเป็นวิธีการ
ที่กระตุ้นน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย หากเต้นไม่ได้ก็
อาจใช้วิธี กัวช่า (Gua Sha) การนวดด้วยน้ำมัน
การ นวดเเผนไทย
ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ
ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่ม
มากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี
ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษ
ตกค้างสะสมนั่นเอง
อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษา
เพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อ
ด้วยมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง
by Dr. Kimberly Kaye Castaneda

อาหาร 3 G



ด่วน! อาหารสุขภาพ 3 ชนิดที่แพทย์สหรัฐฯ ต่างยอมรับว่าเป็นอาหารที่ดีต่อตัวคุณ มีประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระและชะลอวัยได้ ซึ่งอาหารเหล่านี้ได้แก่
Garlic - กระเทียมเป็นอาหารสารพัดประโยชน์ มีไฟโตนิวเทรียนที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง อัลไซเมอร์ ลดริ้วรอย และช่วยให้สุขภาพผิวแข็งแรง

Green Tea – เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับผิว มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ‘คาเทชิน’ ทำงานด้วยประสิทธิภาพสูงที่มากกว่าวิตามินซี 100 เท่า และมากกว่าวิตามินอี 25 เท่า ช่วยลดภาวะแก่ก่อนวัยและการมีริ้วรอยเหี่ยวย่นได้เป็นอย่างดีเมื่อจิบชาเขียว (แบบออริจินัลเพียวๆ 100%) ไม่ต่ำกว่าวันละ 3 ถ้วย
Green Apple – ให้คุณได้มากกว่าการเป็นแค่อาหารลดน้ำหนักและต้านหวัด มีวิตามินซีแล้วยังมีวิตามินเอ อี เส้นใยอาหารสูง น้ำตาลต่ำ ล้วนแล้วแต่ดีต่อหัวใจและระบบลำไส้ และแอปเปิ้ลเขียวยังมีคอลลาเจนและอีลาสตินช่วยให้ผิวพรรณแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นอีกต่างหาก
เอาล่ะ หนุ่มๆ สาวๆ คนไหนมีพฤติกรรมนั่งแช่อยู่หน้าจอคอมฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของความเหี่ยวบนใบหน้า ควรรีบหาอาหาร 3G ไว้ทานด้วยน๊า 

ไขมันพอกตับ

ไขมันพอกตับ เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่ามีไขมันพอกตับหรือไขมันเกาะตับ ทำให้เกิดความวิตกกังวลกับผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีรูปร่างอ้วน เป็นเบาหวานและมีไขมันในเลือดสูง

ในคนปกติ ตับจะมีบทบาทสูงมากในการรักษาชีวิตให้เป็นปกติ เพราะจะทำงานเสมือนโรงงานบำบัดน้ำเสีย โรงงานกำจัดขยะและโรงงานแปรรูปสารอาหาร โดยอาหารที่ถูกย่อยและดูดซึมจากทางเดินอาหารจะต้องผ่านตับเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมก่อนนำไปเลี้ยงร่างกาย
ของเสียและสารพิษบางอย่างที่อยู่ในเลือดเมื่อไหลเวียนผ่านตับก็จะถูกขจัดออกไป สารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะน้ำตาลจะถูกนำไปเปลี่ยนเป็นแป้ง (ไกลโคเจน) สะสมไว้ที่ตับ เพื่อเป็นสารอาหารสำรองไว้ใช้ขณะที่ร่างกายไม่ได้กินอาหาร ซึ่งจะมีเพียงพอที่จะใช้เป็นพลังงานได้นาน ๖-๘ ชั่วโมง แต่ถ้าต้องอดอาหารนานกว่านี้ ร่างกายจะเคลื่อนย้ายไขมันมาจากเนื้อเยื่อไขมันมายังตับ เพื่อแปรรูปเป็นสารพลังงานต่อไป
ในคนที่ดื่มสุราเป็นประจำ ผู้ที่ขาดอาหารหรืออดอาหาร จะมีการเคลื่อนย้ายไขมันออกจากเนื้อเยื่อไขมันมากขึ้น ขณะเดียวกันตับก็ไม่สามารถแปรรูปไขมันที่ถูกนำเข้ามาเป็นจำนวนมากได้ทัน จึงเกิดการสะสมขึ้นในตับ เกิดภาวะไขมันพอกตับได้
ยาบางอย่าง เช่น สารสเตียรอยด์และยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ก็ทำให้เกิดไขมันพอกตับได้ การมีไขมันพอกตับอาจทำให้เกิดตับอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง และเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งตับ แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะส่วนใหญ่ของผู้ที่มีไขมันพอกตับ ไม่มีการอักเสบเรื้อรังของตับ
สรุปภาวะเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ ได้แก่
• การดื่มสุรา
• กลุ่มคนที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง
• ผู้ที่เป็นตับอักเสบจากไวรัสบี ซี หรือจากภูมิแพ้
• ได้ยาบางอย่าง
• การขาดอาหาร
การรักษา : ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้รับการพิสูจน์แน่ชัดว่าจะรักษาภาวะไขมันพอกตับ ดังนั้นการรักษาจึงมุ่งที่การปฏิบัติตัว คือ
• การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป
• ออกกำลังกาย
• หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
• ควบคุมเบาหวานและภาวะไขมันในเลือดสูง ให้อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด
ส่วนการใช้ยาลดไขมันกลุ่มหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เรียกว่ากลุ่มสแตติน ซึ่งจะออกฤทธิ์ขัดขวางการสร้างไขมันคอเลสเตอรอล ยากลุ่มนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์เชิงขู่ให้คนเรารู้สึกกลัวการมีไขมันในเลือดสูง(ซึ่งบางครั้งสูงแค่เพียงเล็กน้อยก็กังวลจนเกินเหตุ )
ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่จะยืนยันว่ายากลุ่มนี้จะช่วยลดไขมันที่พอกตับ แต่ยากลุ่มนี้จะช่วยลดไขมันคอเลสเตอรอล ขณะเดียวกันฤทธิ์ข้างเคียงก็มี เช่น ทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาจเป็นพิษต่อตับ ไต สมอง และเส้นประสาท ซึ่งแทบจะไม่มีใครกล่าวถึง จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การใช้ยาทุกวันนี้อยู่บนพื้นฐานทางวิชาการหรือการตลาดกันแน่
แม้แต่โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ๒๐๐๙ หรือ H1N1 ซึ่งเคยประโคมข่าวความน่ากลัวกันใหญ่โต ปัจจุบันในประเทศไทยเองเชื่อว่าคนที่อยู่ในชุมชนหลายคนคงได้รับเชื้อกันไปมากมายเพียงแต่ร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทาน ทำให้สบายดีหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่จากผลของความกลัวที่เกิดขึ้นก็สามารถทำให้บริษัทยาต่างๆ สามารถทำกำไรจากการขายยาและวัคซีนได้เป็นกอบเป็นกำ อย่างนี้ต้องเรียกเป็น “นโยบายการตลาดแบบขู่ให้กลัว” เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ยาก็คือสารเคมี มีทั้งข้อดีข้อเสีย การให้ข้อมูลผู้ใช้ยาทั้ง ๒ ด้าน และรณรงค์ให้ใช้ยาเท่าที่จำเป็นจริงๆ โดยมุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ ด้านบนพื้นฐานของวิชาการและคุณธรรมเป็นสิ่งที่ควรต้องตระหนักมากกว่าการมุ่งใช้การตลาดนำ รวมถึงทั้งผู้ป่วยและแพทย์เองก็ต้องระวังการเป็นเหยื่อของการตลาดทั้งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม