Wednesday, 24 December 2014

ไม่อยากเปลี่ยนมือถือต้องรู้! ยืดอายุสมาร์ทโฟนคู่ใจ ด้วยเทคนิคใกล้ตัว

คุณใช้มือถือแบบผิดๆ อยู่หรือเปล่า? เราเตรียมคำแนะนำไว้ให้คนใช้สมาร์ทโฟนที่อยากทะนุถนอมเครื่องไว้ใช้ อย่างน้อยก็รอรุ่นที่ถูกใจ หรือยืดเวลาเก็บหอมออมเงินซื้อเครื่องใหม่…

จะว่าไปเทคโนโลยีใหม่ๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ ที่ทยอยออกสู่ตลาดนี่ก็ช่างล่อตาล่อใจ ดึงดูดเงินในกระเป๋าเราซะเหลือเกิน แต่… ถ้ายังไม่ถึงเวลา หรือยังไม่อยากเปลี่ยนมือถือเครื่องใหม่ล่ะ? แน่นอนว่าคุณจะต้องดูแลทะนุถนอมมันอย่างดี เพื่อรับมือกับการใช้งานอีกซักระยะ อย่างน้อย...ก็จนกว่าคุณจะอยากเปลี่ยนใจไปใช้รุ่นใหม่

เรื่องของการดูแล รักษา หรือเทคนิคแนะนำสำหรับการใช้งานนั้น ถ้าไม่มีเทคนิคนิดๆ หน่อยๆ เพื่อทะนุถนอมเครื่อง ก็รับรองได้เลยว่าอุปกรณ์นั้นคงจะอยู่กับคุณได้ไม่นานนักหรอก
มือถือติดตัวตลอด... แบตจะไม่หมดได้ยังไงไหว!

จะรอช้าอยู่ทำไม...! ถ้าคุณอยากข้ามเข้าสู่ปีใหม่ไปพร้อมกับมือถือเครื่องเก่า เป็นอันว่าแค่ทำตามคำแนะนำของเรา ช่วงไหนควรใช้ ช่วงไหนควรงด เพื่อยืดอายุการใช้งานมือถือคู่ใจ... ตามไปดูกัน!!!

งานนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" ได้คำแนะนำจาก "เบลกิ้น ประเทศไทย" ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์สำรองไฟแบบพกพา ที่จะมาบอกเล่าเทคนิคแบบ Do&Don’t ให้คุณได้ใช้สมาร์ทโฟนแบบยาวๆ ในระหว่างเดินทางหรือท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดนี้...

ห่างกันสักพัก...ช่วงชาร์จแบต
คุณเคยได้ยินหรือเปล่า ที่เขาบอกว่าอย่าใช้มือถือขณะชาร์จแบตเตอรี่น่ะ... เป็นความจริงนะจ๊ะ เพราะว่าการชาร์จแบตไปด้วยใช้มือถือไปด้วยนั้น จะทำให้แบตเตอรี่ต้องทำงานมากกว่าปกติถึง 40 เท่าเชียวนะ หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ให้ใช้สายชาร์จแบบ AC Adaptor แทนแล้วกัน
ใช้มือถือหนักๆ ก็ต้องทะนุถนอมกันบ้าง

40% ก็ชาร์จได้แล้ว
ใครบอกว่าต้องรอให้แบตเตอรี่หมดแล้วค่อยชาร์จ โธ่ เหลือสัก 40% ก็ชาร์จได้แล้ว เพราะระดับดังกล่าวจะทำให้ประจุในแบตเตอรี่ทำงานตามปกติและไม่เสื่อมสภาพด้วย แต่ถ้าคุณรอให้แบตหมด 0% แล้วค่อยหยิบไปชาร์จนั่นยิ่งทำให้แบตพังไวมากขึ้นอีก เพราะแบตต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากการเรียกคืนประจุและยังเป็นเหตุให้เครื่องร้อนง่ายอีกด้วย จะให้ดี...ควรถอดเคสก่อนชาร์จแบตด้วยนะ

ใช้ปลั๊กพ่วงปลอดภัยกว่า!
การใช้ปลั๊กแบบราง หรือปลั๊กพ่วง ปลั๊กสามตา เพื่อเสียบชาร์จแบตมือถือนั้นถือเป็นการตัดการใช้ไฟนานกว่าปกติ แถมยังลดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร เพิ่มความปลอดภัยให้ทั้งคนและมือถือได้อีกระดับหนึ่ง

ไม่ชอบความร้อน...
การทิ้งมือถือไว้บนรถซึ่งจอดไว้กลางแจ้ง นั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์!!! เพราะมือถือไม่ชอบความร้อนหรอกนะ มันจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ง่าย จะให้ดีควรเก็บอุปกรณ์เหล่านี้ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิระหว่าง 0-35 องศาเซลเซียส และหากใช้งานแล้วเครื่องเกิดร้อนจี๋ขึ้นมา ก็ควรรีบวางพักไว้ที่อุณหภูมิ 23-25 องศาเซลเซียสทันทีด้วย
เลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน

เคลียร์แอพเป็นประจำ
รู้หรือไม่...การปล่อยให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ เปิดค้างรอการใช้งานของคุณนั้นมันส่งผลเสียอย่างไรบ้าง ไหนจะการแจ้งเตือนที่คอยเด้งขึ้นมาอยู่ตลอด หรือแสงสว่างจากหน้าจอที่จะคอยกินไฟเปลืองแบตเตอรี่ ดังนั้น ข้อควรปฏิบัติก็คือปรับแสงหน้าจอให้สว่างพอเหมาะ ไม่จ้าเกินไป ไม่มืดเกินไป แอพพลิเคชั่นไหนไม่ใช้ก็ลบออกจากเครื่องไปโลด หรือแอพไหนเลิกใช้งานแล้วก็เคลียร์ๆ ปิดไปบ้าง

ใส่ใจตอนชาร์จแบต
เคยเสียบปลั๊กชาร์จแบตแล้วเกิดไฟช็อตบ้างมั้ย? อันตรายสุดๆ เลยนะ ทางที่ดีก็ควรเสียบที่ชาร์จเข้ากับปลั๊กเสียก่อน แล้วค่อยต่อกับสายชาร์จมือถืออีกที เพื่อป้องกันไฟช็อตไฟกระชากนะจ๊ะ ถ้ายังชาร์จแบตแบบผิดวิธีก็เปลี่ยนได้เลย จำเอาไว้ให้แม่นว่า... มือถือจะเป็นสิ่งสุดท้ายในการเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่

จัดสรรเวลาการใช้งาน
สำหรับคนที่มีมือถือหลายเครื่อง หรือพวกที่ชอบเก็บมือถือเครื่องเก่าเอาไว้นานๆ จนลืม จงฟังให้ดี! ถ้าคุณเก็บมือถือไว้แบบนั้นโดยไม่ค่อยหยิบออกมาใช้ มันจะยิ่งทำให้อิเล็กตรอนในแบตเตอรี่ไม่ได้เคลื่อนไหว และกลายเป็นการบั่นทอนอายุมือถือของคุณให้มันเสื่อมประสิทธิภาพง่ายขึ้น จะให้ดีก็หมั่นสลับๆ สับเปลี่ยนมาใช้ เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น
ใช้และชาร์จแบตให้ถูกวิธี เพื่อยืดอายุการใช้งาน

ปกป้องเครื่องกันหน่อย
การทำมือถือตกหล่นบ่อยๆ มันไม่ใช่เรื่องดีเอาซะเลย ถ้าคุณไม่สามารถระมัดระวังให้มันไม่ตกไม่หล่นได้ ก็ต้องหาอุปกรณ์ปกป้องมือถือไว้สักหน่อย จะเคสกันกระแทกหรือฟิล์มกันจอแตก อะไรก็ได้ที่คิดว่าจะพอป้องกันมือถือได้น่ะ แต่บอกไว้ก่อนว่าการทำตกบ่อยๆ ยิ่งทำให้แบตเตอรี่เสียหาย ถึงขนาดอาจทำให้สารเคมีในแบตรั่วไหลหรือขั้วแบตหลุดออกมา ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการจ่ายไฟเลยทีเดียว

บอกลาที่ชาร์จปลอม!
อะไรที่ได้มาตรฐานก็มักจะแพงเสมอ...หลายคนจึงเลือกใช้ของปลอม แต่คุณคิดผิดแล้ว! เพราะอุปกรณ์ปลอมกับการชาร์จมือถือนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ชีวิตคุณโดยไม่รู้ตัว ยังไงก็เว้นเรื่องของไฟฟ้าไว้บ้างเถอะ เลือกใช้แบบมีการรับรองมาตรฐานเอาไว้ดีกว่า เพราะนอกจากจะปลอดภัยต่อการใช้งานแล้ว ก็ยังปลอดภัยกับชีวิตของคุณเองด้วย

รู้วิธียืดอายุการใช้งานแล้ว ก็อย่าลืมทะนุถนอมมือถือในมือซะหน่อย อย่างน้อย จะได้ใช้งานให้คุ้มค่าเงินที่ซื้อมา...!

Monday, 22 December 2014

ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม

" ประโยชน์ของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม "

โดย นพ.กฤษดา เล่าให้ฟังถึงผลเสียของการนอนดึกว่า ทำให้ 5 อวัยวะหลักเสื่อมเร็วขึ้นดังนี้
(1)"สมอง"
(2)หัวใจ 
(3)หลอดเลือด
(4)ต่อมไร้ท่อ
(5)ภูมิคุ้มกันร่างกาย

ถ้าปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นคนนอนเร็วขึ้น ก่อน4 ทุ่มก็จะช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นถึง 9 ประการ

1. สมองสร้างเคมีฯที่มีประโยชน์กับอวัยวะ
ต่างๆของร่างกาย สมองเป็นส่วนสำคัญในการแจกงานให้อวัยวะต่าง ๆ แม้แต่เวลานอนก็ยังทำให้ร่างกายได้รับ เคมีนิทรา (เมลาโทนิน), เคมีสุข (ซีโรโทนิน),ฮอร์โมนเพศและเคมีหนุ่มสาว(โกรทฮอร์โมน)แถมยังมีเคมีบำรุงออกมาควบคุมระบบในตัวเราให้ทำงานราบรื่น ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ทำให้ดูอ่อนเยาว์ สร้างเกราะป้องกันอาการป่วยได้ด้วย

2. สมองมีความจำดีขึ้น
การศึกษาจากสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ระบุว่า คนที่นอนหลับได้แค่ราว 4 ชั่วโมงต่อคืน ติดต่อกันนาน ๆ มีผลต่อความจำและสมาธิมากขึ้น นั่นก็เพราะเวลาเรานอน สมองจะมีกลไกช่วยจัดระเบียบคล้ายกับการแยกอีเมลขยะออกไป แต่ถ้าเราอดนอน เราจะรู้สึกมึน ลืมง่าย หรือไม่ก็ลิ้นพันกัน คิดอย่างพูดอย่าง

3. คุมความดันโลหิตได้ การนอนหลับเร็ว จะช่วยให้ระบบประสาทอัตโนมัติทั้งหลาย และกลไกทางชีววิทยาที่เป็นเหมือนฟันเฟืองขนาดจิ๋วทำงานซับซ้อนช่วยควบคุมหัวใจ และความดันโลหิตให้สงบลง ไม่แกว่งขึ้นลงง่ายเหมือนกับตอนตื่นนอน

4. ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนสึกหร
การนอนไวช่วยซ่อมแซมร่างกายที่สึกหรอ ช่วยให้สมองได้พักผ่อน กล้ามเนื้อคลาย ตัว หัวใจสงบขึ้น ความดันลดลง

5. ได้ล้างพิษ เวลาที่เรานอนจะเป็นช่วง เวลาที่อวัยวะอย่าง ตับ ไต ลำไส้ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยล้างพิษทำงานได้ดีขึ้น

6. ไม่อ้วนง่าย การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนัก ตัวได้ดีกว่า อีกทั้งยังกระตุ้นเตาเผาใน ร่างกายให้ทำงานได้ดี ช่วยให้ไม่อ้วนง่าย ไม่สร้างเคมีเก็บไขมันมากด้วย

7. มีสุขภาพดีขึ้นถ้าเรานอนให้เร็วขึ้น เรา จะได้นอนอย่างเต็มอิ่ม ร่างกายและสมอง ได้พักผ่อน ความจำดี มีสมาธิ มองอะไร ก็มีความสุขได้ง่ายขึ้น

8. โรคไม่กำเริบ การนอนไวไม่เสี่ยงต่อ
โรค กำเริบโดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ความดันสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ โรคเครียดซึมเศร้า และโรคมะเร็ง

9. ชะลอความแก่ นอนตั้งแต่หัวค่ำ เพราะ แค่นอนก็ช่วยเสริมสร้างความหนุ่มสาว และช่วยให้หลับสนิททั้งหลายไม่ทำร้ายร่างกายก่อนวัยอันควร จึงป้องกันความเสื่อมชรา

Tuesday, 9 December 2014

อาหารที่ไม่ควรทานตอนท้องว่าง

ตอนเย็น เพื่อนๆ หลายคนคงจะรู้สึกหิวใช่ไหมค่ะ แต่อย่าเพิ่งเดินไปหยิบอาหารหรือเครื่องดื่มมากินนะคะ เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มบ้างอย่างไม่ควรรับประทานตอนท้องว่าง เพราะสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ในอาหารหรือเครื่องดื่ม 5 ประเภทนี้ จะไปสร้างปฏิกิริยากับน้ำย่อยในกระเพาะจนเกิดอาการผิดปกติในร่างกายได้ค่ะ...
1. กล้วย...เป็นผลไม้ที่มีธาตุแมกนีเซียมมาก ถ้ารับประทานในขณะที่ท้องว่างจะทำให้ธาตุแมกนีเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น และจะสูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งจะเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก รวมทั้งยังทำให้ท้องอืดอีกด้วย
2. นมและนมถั่วเหลือง…นมและนมถั่วเหลืองอุดมไปด้วยโปรตีน แต่ถ้าดื่มในขณะที่ท้องว่างจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดและปวดท้อง เพราะกระเพาะอาหารต้องทำงานหนักเพื่อย่อยสารอาหารในนม ซึ่งบางคนจะท้องเสียด้วย โดยนมจะมีประโยชน์มากที่สุดเมื่อกระเพาะมีอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย
3. น้ำตาลหรืออาหารหวาน…การรับประทานอาหารหวานหรือน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ช็อกโกแลต หรือลูกอม ในขณะที่ท้องว่างจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมโปรตีนทุกชนิด รวมถึงโปรตีนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายด้วย จึงทำให้สมรรถภาพการทำงานของไตและการหมุนเวียนของโลหิตลดลงและยังลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดและไต
4. ลูกพลับ…เป็นผลไม้ที่มียางและสารแขวนลอย ถ้ารับประทานในขณะที่ท้องว่างจะทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก และเมื่อรวมกับสารในลูกพลับจะทำให้รู้สึกเจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
5. น้ำชา...น้ำชาที่เข้มข้นจะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารที่ว่างอยู่เจือจางลง ทำให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง จนเกิดอาการใจสั่น วิงเวียนศีรษะ มือเท้าอ่อนแรง ถ้าดื่มชาที่เข้มข้นควรหาของว่างหรือขนมรับประทานคู่ด้วย

Monday, 8 December 2014

น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ

น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ
ส่วนประกอบ

- เมล็ดน้อยหน่าที่กินเหลือ

- น้ำเปล่า หรือแอลกอฮอล์

วิธีทำน้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขแบบไม่มีสารพิษ


นำเมล็ดน้อยหน่ามาตำให้แตกละเอียด


แล้วนำมาผสมในแอลกอฮอล์หรือน้ำเปล่า ทิ้งไว้สักครู่ ให้ส่วนประกอบเข้ากันดี


จะได้น้ำยาปราบเห็บหมัดแบบไม่มีสารพิษให้ต้องกังวลเวลาใช้



วิธีใช้น้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัข


นำน้ำยาปราบเห็บหมัดสุนัขที่ทำไว้ มาชโลมบนตัวสุนัขหลังอาบน้ำเสร็จ แล้วเช็ดตัวให้แห้ง ไดร์ขนตามปกติ จะปรากฏว่าเห็บหมัดทั้งหลายหายไปหมด ไม่มีเหลือ



วิธีทำเป็นสเปรย์ปราบเห็บหมัดสุนัข


เราสามารถนำน้ำยาที่ทำไว้แล้ว มาบรรจุเป็นสเปรย์ เพื่อความสะดวกเวลาใช้งาน สำหรับฉีดกำจัดตามจุดบนร่างกายสุนัข หรือตามกำแพงบ้าน ฝาบ้านที่พบ


ให้รินเอาน้ำยาที่ทำไว้ เอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ ใส่ในกระบอกสเปรย์ฉีดรีดผ้า ลองนำไปฉีดใส่เห็บหมัด จะปรากฏว่าเห็บหมัดตายกันเห็น ๆ สุนัขก็ปรกติดีไม่มีอาการเมายาใด ๆ ทั้งสิ้น



ที่มา: http://www.lokehoon.com/topic.php?q_id=221

Monday, 3 November 2014

ประโยชน์ของเบกกิ้งโซด


  1. หากมีอาการเจ็บคอ ให้ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุกๆ 4 ชั่วโมง ก็จะช่วยลดอาการเจ็บคอที่เกิดจากกรดได้
  2. ใช้รักษาแผลในช่องปาก ให้ใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาผสมลงในน้ำเปล่า แล้วนำมาใช้กลั้วคอทุกๆ 4 ชั่วโมง
  3. ช่วยทำให้เรอ ด้วยการใช้ผงฟูนำมาผสมกับน้ำดื่ม จะช่วยทำให้เรอและแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้
  4. โซเดียมไบคาร์บอเนตสามารถนำมารับประทานเพื่อช่วยในการลดกรดในกระเพาะอาหารได้
  5. ช่วยบรรเทาอาการของลมพิษ ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดานำมาผสมกับน้ำ 2-3 หยด (พอให้ได้เป็นแป้งเปียก) แล้วนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นผื่นเพื่อช่วยลดอาการระคายเคืองและแก้อาการคัน
  6. หากถูกแมลงกัดต่อย ก็ให้ใช้เบกกิ้งโวดาผสมกับน้ำ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้
  7. ใช้บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบ แล้วนำมาอาบก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้แดดได้
  8. หากเป็นฮ่องกงฟุต (อาการคันตามง่ามเท้าเพราะติดเชื้อรา) ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำให้พอเหนียว แล้วนำมาทาที่เท้า หลังจากนั้นให้ล้างเท้าและเช็ดให้แห้ง แล้วปิดท้ายด้วยการนำแป้งข้าวโพดมาทาบริเวณที่คันอีกครั้งหนึ่ง จะช่วยลดอาการคันและอาการแสบร้อนตามง่ามนิ้วเท้าได้
  9. ช่วยทำให้ผิวเนียนใส ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำข้าวโอ๊ต นมสด และน้ำผึ้งนำมาขัดเบาๆ เพื่อผิวที่สะอาดใสขึ้น (จะขัดส่วนไหน ส่วนนั้นต้องเปียกน้ำก่อน ส่วนไหนบอบบางก็ให้ขัดเบาๆ และให้ทำเป็นประจำนะครับ แต่ไม่ต้องถึงขนาดต้องทำทุกวันนะครับ))
  10. ใช้ทำสครับขัดหน้าได้ดี สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ, และน้ำสด 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมรวมกันใช้ขัดผิวหน้าเบาๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าเย็นๆ จะช่วยทำให้หน้าใสได้ ส่วนสูตรที่ 2 ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน ผสมกับน้ำเปล่า 1 ส่วน โดยผสมกันให้ได้เปียกๆ แล้วนำมาขัดผิวหน้าเบาๆ จนสะอาด
  11. ใช้ทำสครับขัดผิว ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือ 1/2 ถ้วย, น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ, และมะนาว 1 ลูก แล้วนำมาผสมกัน ใช้ขัดผิวในระหว่างอาบน้ำ
  12. ใช้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ให้สดใสมากยิ่งขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 3 ส่วน และน้ำ 1 ส่วน นำมาผสมกันใช้เช็ดถูบริเวณที่ต้องการ แล้วค่อยล้างออก
  13. มีบางท่านใช้เบกกิ้งโซดาเพื่อกำจัดสิวเสี้ยน โดยใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วเอามาขัดเบาๆ ที่จมูกไปเรื่อยๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำให้สิวเสี้ยนจางลงได้
  14. ใช้ทำน้ำยาระงับกลิ่นปาก สูตรแรกให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วย แล้วนำมาใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมในน้ำ 1 แก้ว จะช่วยดับกลิ่นกระเทียมได้ แต่ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 แก้ว และผสมกับเกลือ 1 ช้อนโต๊ะก็ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้เช่นกัน
  15. ช่วยทำให้ฟันขาว ขจัดคราบชาหรือกาแฟ ลดหินปูนbaking soda ให้ใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา แล้วใช้แปรงสีฟันจุ่มลงไป นำมาใช้ขัดฟันเบาๆ แล้วบ้วนน้ำเปล่าจนสะอาด จะช่วยกำจัดคราบชาหรือกาแฟได้ครับ แต่ห้ามทำเวลาป่วยนะครับ เนื่องจากมะนาวมีความเป็นกรดสูงอาจไปทำลายเคลือบฟันได้
  16. ใช้ทำสปาเท้า ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย, เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์, และน้ำอุ่นใส่ในกะละมังสำหรับแช่เท้า เมื่อแช่เท้าแล้วจะทำให้รู้สึกสบายเท้า ช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า และความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้อีกด้วย
  17. ช่วยทำให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาประมาณหนึ่งหยิบมือผสมลงในชามน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ในนั้นประมาณสองสามนาที ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด จะช่วยให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้นได้
  18. ใช้ทำความสะอาดเส้นผม ด้วยการผสมเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาเข้ากับแชมพูสระผมตามที่คุณใช้ปกติ เพื่อช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม (วิธีนี้จะได้ผลดีเป็นพิเศษกับผมเส้นเล็ก)
  19. ลองเปลี่ยนจากแชมพูมาใช้เบกกิ้งโซดาแทนดูสักครั้ง รับรองเลยว่าจะช่วยทำให้รังแคของคุณน้อลงอย่างทันตาเห็น
  20. ใช้หมักเนื้อหมูให้นุ่ม ให้ใส่เบกกิ้งโซดาเพียงเล็กน้อย (ใส่มากเกินไปจะมีกลิ่นของสารเคมี) แล้วหมักหมูก็จะทำให้เนื้อนุ่มได้
  21. ถ้าอยากได้ไข่เจียวฟูหอมอร่อยน่ารับประทาน ก็ให้ใส่เบกกิ้งโซดาลงไปครึ่งช้อนต่อไข่ 3 ฟอง ก็จะได้ไข่เจียวที่ฟูน่ารับประทาน
  22. การทำขนมปังให้ฟูน่ารับประทาน จะนิยมใช้ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตมาใช้ในการทำขนมปังแทนการใช้ยีสต์ เพราะเมื่อผงฟูผสมกับน้ำก็จะเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เช่นเดียวกับการใช้ยีสต์ แต่ผลเสียของผงฟูก็คือ หากใส่มากเกินไปก็จะทำให้มีรสเฝื่อนขม และการฟูของขนมปังก็จะหยาบกว่าการใช้ยีสต์ แต่มีข่อดีก็คือ ใช้ได้ง่ายกว่าและเก็บรักษาไว้ได้นานกว่า
  23. เค้กกล้วยหอมถ้าจะทำให้ฟูนุ่มน่ารับประทาน ก็ต้องใช้เบกกิ้งโซดาเป็นส่วนผสม
  24. ใช้ดับไฟในกระทะ ในกรณีที่มีน้ำมันกระเด็นติดไฟในขณะทำอาหาร หรือว่าไฟติดกระทะ หากเราใช้น้ำเทลงไปบนน้ำมันที่ร้อนๆ จะทำให้ไฟลุกมากยิ่งขึ้น (เนื่องจากน้ำมันกระจาย) แต่ถ้าเราใช้เบกกิ้งโซดาเทลงไปตรงๆ เบกกิ้งโซดาเมื่อถูกความร้อนก็จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา จึงช่วยทำให้ไฟลดน้อยลงได้
  25. ใช้ทำความสะอาดผักและผลไม้ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 4 ถ้วย (รอให้ส่วนผสมเย็น) แล้วนำมาใช้ล้างผักผลไม้ โดยนำมาแช่ทิ้งไว้สักครู่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยทำให้ผักผลไม้ดูสะอาดน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น
  26. ใช้ทำเป็นน้ำยาล้างสารพิษจากผักผลไม้ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แล้วนำผักผลไม้มาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีก 2 ครั้ง วิธีนี้จะช่วยลดสารพิษตกค้างจากผักได้ถึง 90% (หากล้างไม่สะอาด การได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณมากจนเกินไปก็อาจทะให้ท้องเสียได้)
  27. ใช้ทำเป็นน้ำยาขจัดคราบในกาน้ำชาที่เป็นโลหะ ด้วยการเติมน้ำลงในกาน้ำชา แล้วเติมเบกกิ้งโซดาตามลงไป 2 ช้อนโต๊ะ และให้บีบน้ำมะนาวลงไปอีกครึ่งลูก แล้วนำไปต้มประมาณ 15 นาที เสร็จแล้วนำมาขัดและล้างให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง
  28. ใช้ล้างจานก็ได้ เพราะผงฟูสามารถขจัดกลิ่นและคราบมันได้ดี ด้วยการใช้ผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือจะผสมผงฟูกับน้ำแล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจานก็ได้
  29. ใช้ทำน้ำยาทำความสะอาดเตาไมโครเวฟ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่นอีก 1 ลิตร แล้วนำมาผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายในเตาไมโครเวฟ คราบสกปรกก็จะเช็ดออกได้อย่างง่ายดาย
  30. ช่วยขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่อของอ่างล้างจาน (หากปล่อยไว้นานจะทำให้ท่ออุดตันได้) ก็ให้ใช้เกลือแกงใส่ลงไปในท่อประมาณ 2-3 ช้อน จากนั้นให้นำเบกกิ้งโซดาไปต้มกับน้ำให้เดือดแล้วเทลงไปในท่อ ไขมันที่อุดตันอยู่ก็จะหลุดออกมาหมด
  31. ใช้ทำความสะอาดเขียง ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำแล้วนำมาใช้ทำความสะอาดเขียง วิธีนี้จะช่วยขัดกลิ่นคาวบนเขียงได้
  32. ใช้ขจัดรอยไหม้ตามกระทะหรือหม้อ ด้วยการเอาเครื่องครัวเหล่านั้นนั้นมาแช่ด้วยน้ำอุ่นที่ผสมเบกกิ้งโซดาประมาร 15 นาที แล้วค่อยล้างออก วิธีนี้จะช่วยทำให้รอยไหม้จางลงได้
  33. ใช้แก้ปัญหาท่ออุดตันด้วยคราบไขมันในอ่างล้างจาน ด้วยการใช้เกลือนำมาโรยรอบๆ ขอบท่อ จากนั้นให้นำน้ำยาเบกกิ้งโซดา 10 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน 1 ขวดลิตร แล้วค่อยๆ ลงไป เกลือและน้ำยาจะช่วยทำให้คราบไขมันหลุดออกได้โดยง่าย และให้ทำซ้ำอีกประมาณ 2-3 รอบ แล้วตามด้วยน้ำเปล่าอีกครึ่งหนึ่ง
  34. ใช้ทำเป็นครีมลบรอยขูดขีดบนเครื่องครัว ด้วยการละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 1 ลิตร แล้วทำความสะอาดเครื่องครัวที่ทำมาจากสแตนเลส โครเมียม พลาสติก ฟอร์ไมก้า (ยกเว้นอะลูมิเนียม) จะทำให้ริ้วรอยเลือนหายไป
  35. ใช้เช็ดทำความสะอาดเตารีด ด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำผสมกับเบกกิ้งโซดาแล้วบิดให้พอหมาด หลังจากนั้นนำไปเช็ดใต้เตารีดหรือเครื่องครัวที่ทำมาจากสแตนเลส หรือโครเมียม จะช่วยทำความสะอาดได้หมดจดและไม่เกิดไม่เกิดรอยขูดขีด
  36. ใช้ทำความสะอาดเครื่องปิ้งขนมปัง ด้วยการใช้ผงเบกกิ้งโซดาโรยบนผ้าเปียก แล้วเอามาเช็ดตรงตะแกรง ก็จะช่วยทำให้เครื่องปิ้งขนมปังของคุณกลีบมาสะอาดได้เหมือนเดิม
  37. ผงฟูมีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงนำมาใช้ในการขัดถูได้ดี อีกทั้งยังช่วยดูดกลิ่นเหม็น ความชื้น ฆ่าเชื้อโรค ปรับค่าความเป็นกรดด่าง และไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ จึงสามารถนำมาใช้ทำบ้านเรือนได้อย่างดี เช่น ใช้ทำ
  38. ความสะอาดหน้าต่างก็ให้ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่างด้วยฟองน้ำเปียกๆ ก่อนแล้วโรยด้วยผงฟูเล็กน้อย แล้วล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดให้แห้ง ถ้าใช้ล้างหน้าต่างบานเกล็ดก็ให้ใช้น้ำอุ่นที่ผสมกับผงฟู 3/4 ถ้วยตวง ราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วใช้แปรงขัดออก ถ้าใช้ล้างหน้าต่างอลูมิเนียม ก็ให้ใช้แปรงเปียกๆ จิ้มลงในผงฟูแล้วเอามาขัดออก และใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาด หรือถ้าใช้ทำความสะอาดงานไม้ ฝาหนัง หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ก็ได้เช่นกัน (ใช้ผงฟูผสมกับน้ำส้มสายชูและน้ำอุ่น) ถ้ามีรอยด่างเป็นวงหรือรอยจุกบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมกับยาสีฟันและผงฟูอย่างละเท่ากัน แล้วใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดออกอย่างเบาๆ และยังใช้ในผลิตภัณฑ์ขัดเงาได้อีกด้วยหากจำเป็น นอกจากนี้ยังใช้ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้ได้อีกด้วย ด้วยการใช้ผงฟูกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ แล้วเช็ดออก แต่จงจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก
  39. ใช้ทำความสะอาดพื้นผิวที่มีคราบสกปรก (สำหรับพื้นผิวแข็งๆ เช่น พื้นครัว พื้นห้องน้ำ อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ) ให้ละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอุ่น 4 ถ้วย แล้วนำมาเช็ดทำความสะอาด แล้วค่อยล้างออกอีกครั้งหนึ่ง
  40. ในกรณีที่มีคราบสกปรกที่ทำความสะอาดได้ยาก ก็ให้ผสมเบกกิ้งโซดากับน้ำอุ่นในปริมาณที่เท่ากันจนข้นเป็นแป้ง แล้วนำมาพอกทิ้งไว้บริเวณที่คราบสกปรกประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเช็ดออก หรือจะใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อใช้เช็ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนัง ดินสอ ปากกามาร์คเกอร์ รวมทั้งคราบน้ำมันได้ด้วย โดยให้เช็ดถูเบาๆ แต่ถ้าเป็นคราบน้ำหมักที่ติดบนเสื่อน้ำมัน ก็ให้ใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณรอยหมึกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช็ดออก แล้วใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าใช้เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน ก็ให้ใช้ผงฟูผสมกับน้ำเปียกๆ ข้นๆ แล้วนำมาเช็ดถูบริเวณที่เป็นรอย
  41. ใช้ทำความสะอาดคราบที่เกิดจากกรด (กรดจากแบตเตอรี่ ปัสสาวะ หรือคาบอาเจียน) อย่างแรกให้ทำความสะอาดด้วยการใช้น้ำเย็นซะออกแรงๆ โดยทันทีถ้าเป็นไปได้ จากนั้นจึงทำให้เกิดสภาพความเป็นกลางโดยใช้ผงฟู
  42. หากใช้ผงฟูสัก 1 ถ้วยตวง เทลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยคงสภาพความเป็นกรดและด่างได้ เพราะสภาพความเป็นกรดด่างที่เหมาะสมจะช่วยทำให้แบคทีเรียแตกตัวและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการตกค้างและการอุดตันได้
  43. ใช้ทำความสะอาดผนังที่มีคราบเขม่าควันดำ (ใช้เศษผ้าชื้นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น นำมาเช็ดถู) หรือใช้ทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ
  44. ใช้ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยการใช้แปรงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ช้อนโต๊ะที่ละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นให้ใช้กระดาษชำระเช็ดออก
  45. การใช้ผงฟูอย่างสม่ำเสมอยังช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนได้ง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะในบริเวณของฝาแทงค์ที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ผุกร่อนได้ง่าย
  46. เราสามารถใช้ผงฟูผสมกับน้ำเพียงเล็กน้อยให้เปียกข้น แล้วนำมาใช้อุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราวได้ เพราะถ้ามันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้าไปกับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว
  47. ใช้ทำน้ำยาดับกลิ่นพรม ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย นำมาผสมกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย แล้วหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไปประมาณ 15 หยด จากนั้นนำมาใส่ขวดสเปรย์ใช้ก่อนนำมาใช้ฉีดบนพื้นพรมก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้า จะช่วยทำให้กลิ่นพรมสะอาดสดชื่นขึ้น หรืออีกวิธีให้โรยเบกกิ้งโซดาให้ทั่ว แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยดูดออกด้วยเครื่องดูดฝุ่น
  48. ใช้ทำความสะอาดพรม ด้วยการใช้ผงฟูผสมกับน้ำอุ่น 1 แกลลอน หรือจะนำมาซักในถุงน้ำก็ได้ แต่ถ้าจะทำความสะอาดเฉพาะบริเวณที่มีคราบสกปรกโดยการแปรงด้วยมือ ก็ให้โรยผงฟูเล็กน้อยลงบนคราบ ทิ้งไว้สักครู่ก่อนจะเช็ดออกด้วยฟองน้ำหรือผ้าโดยเฉพาะ
  49. หากพรมเปื้อนคราบน้ำมัน ให้เทน้ำที่ผสมกับเบกกิ้งโซดาลงไปตรงบริเวณที่เป็นคราบ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง คราบก็จะจางลง หลังจากนั้นให้ใช้น้ำผสมกับเบกกิ้งโซดาเช็ดทำความสะอาดซ้ำอีกครึ่งหนึ่ง หรือถ้าใช้ขจัดคราบไวน์หรือคราบสกปรกมันบนพรม ก็ให้ใช้ผงฟูโรยบางๆ ทันทีที่มีรอยเปื้อน ทำซ้ำหรือค่อยๆ เติมผงฟูใหม่อีกครั้งถ้าจำเป็น แล้วทิ้งไว้สักพักจนกว่าผงฟูจะดูดซับคราบสกปรก แล้วค่อยใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออกให้หมด
  50. ใช้ทำเป็นน้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ ด้วยการเทเบกกิ้งโซดา 1/2 กล่อง ลงในถังน้ำหลังชักโครกทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจึงค่อยกดชักโครก จะช่วยทำให้ถังและชักโครกสะอาดและปราศจากกลิ่นได้
  51. หากรองเท้ามีกลิ่นเหม็นที่เกิดจากการหมักหมมมานาน ให้นำเบกกิ้งโซดามาโรยในรองเท้า แล้วนำรองเท้าคู่นั้นมาใส่ในถุงพลาสติดรัดให้แน่น แล้วนำไปแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็นประมาณ 1-2 คืน (-_-“) แล้วค่อยนำรองเท้าออกมาทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้อง หลังจากนั้นนำรองเท้าไปสลัดผงเบกกิ้งโซดาออกให้หมดแล้วนำมาสวมใส่ได้เลย แต่ถ้ายังไม่นำมาสวมใส่ทันทีก็ให้ปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อนจนกว่าจะนำมาสวมใส่ หรือจะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ขยำเป็นก้อนๆ มาใส่ไว้ในรองเท้าอีกก็ได้ (หมึกของกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยดูดกลิ่นและยังทำให้รองเท้าอยู่ทรงอีกด้วย)
  52. ช่วยแก้ปัญหากลิ่นในรถ และกลิ่นบุหรี่ในรถ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดานำมาโรยลงไปที่ก้นที่ใช้เขี่ยบุหรี่ในรถ เบกกิ้งโซดาจะช่วยดับกลิ่นได้ แต่ก็ต้องนำมันออกมาทำความสะอาดด้วยการเทขี้เถ้าทิ้ง แล้วให้โรยผงเบกกิ้งโซดาไว้ที่ถาดเสมอๆ
  53. ใช้ดับกลิ่นท่อและแก้ปัญหาท่อตัน ด้วยการเทเบกกิ้งโซดาลงไปในท่อประมาณ 1 ถ้วยก่อนแล้วให้ใส่เกลือแกงประมาณ 1/4 ถ้วยลงไป แล้วตามด้วยน้ำร้อน จะทำให้ท่อไม่ตันและปราศจากกลิ่น
  54. ใช้ดับกลิ่นอับในตู้เย็น ตู้กับข้าว ตู้รองเท้า ห้องทาสีใหม่ หรือใช้ในโรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี กลิ่นสารระหาย กลิ่นน้ำยาต่างๆ ฯลฯ ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดานำมาเปิดฝากล่องด้านบนออกให้หมดหรือเทใส่ถ้วย แล้วนำมาทิ้งไว้ด้านในสุดของตู้เย็น (เปลี่ยนทุกๆ 3 เดือน) เบกกิ้งโซดาจะช่วยดูดกลิ่นอับในตู้เย็นได้ แต่ถ้าเป็นตู้กับข้าว ตู้รองเท้า ห้องทาสีใหม่ ฯลฯ ก็ให้เทใส่จานหรือถาดหรือนำไปโปรยในบริเวณที่มีกลิ่นเหม็นอับ (ปิดห้อง ปิดตู้ให้สนิทด้วยละครับ) แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้มันดูดกลิ่นประมาณ 1-2 วัน
  55. ใช้กำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นหรือไม้กวาด ด้วยการนำไม้ถูพื้นมาแช่ในน้ำ 1 ถัง ที่ละลายกับผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกไปแล้ว หลังแช่เสร็จให้นำมาตากให้แห้ง
  56. ใช้ดับกลิ่นแมว ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาเทลงไปใน Litter box หรือห้องน้ำของแมว ก่อนที่จะใส่ Litter หลังจากนั้นทุกครั้งที่จะทำความสะอาด Litter box พอตักอึแมวไปแล้วก็ให้เอาเบกกิ้งโซดาโรยนิดๆ ที่บ้านเพื่อเป็นการกลบกลิ่น
  57. ใช้ดับกลิ่นอับของเสื้อผ้า ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดาครึ่งถ้วยหรือประมาณ 8 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับผงซักฟอกชนิดน้ำในปริมาณที่จะใช้ แทนที่เราจะใช้สารฟอกขาวชนิดคลอไรด์ 1 ถ้วยเต็มๆ แต่เราสามารถใช้เบกกิ้งโซดาเพียงครึ่งถ้วยเพื่อใช้แทนได้ แต่ถึงเบกกิ้งโซดาจะใช้ซักเสื้อได้ แต่มันก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพเท่ากับผงซักฟอก เบกกิ้งโซดาจึงเป็นเพียงส่วนเสรมที่นำมาใช้ทำให้ผ้าสะอาดมากขึ้นเท่านั้น
  58. นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้ภาชนะหรือกระเป๋าเดินทางของคุณมีกลิ่นเหม็นอับชื้นจากเชื้อรา ด้วยการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด หรือจะใช้โรยลงในโถส้วม อ่างล้างจาน อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ หรือโรยบนฝักบัวทิ้งไว้หากเราจะหยุดใช้ชั่วคราวในกรณีที่ไปพักร้อน หรือจะใช้ขจัดกลิ่นเหม็นอับของผ้าห่ม ผ้านวม หลังจากที่เก็บไว้นานๆ ก็ให้โรยผงฟูลงบนผ้านั้นแล้วม้วนเก็บทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยสะบัดออก หรือจะนำมาใช้ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะด้วยการนำมาผ้าปูโต๊ะมาแช่ในน้ำนะลายผงฟูก็ได้
  59. ใช้ทำเป็นน้ำยาซักผ้าขาว สูตรแรกให้ใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงในเครื่องซักผ้าพร้อมกับน้ำยาซักผ้า วิธีนี้จะช่วยทำให้ผ้าขาวและสีสดขึ้นได้ ส่วนสูตรที่สองให้ใช้ตอนซักผ้า โดยให้ใส่เบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยลงไปในน้ำสุดท้ายที่กำลังจะล้างฟองออก ก็จะช่วยทำให้ผ้ามีกลิ่นสะอาดยิ่งขึ้น
  60. ใช้ล้างแปรงและหวี ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา นำมาผสมกับน้ำอุ่นในชามอ่างเล็กๆ แล้วนำแปรงหรือหวีมาแช่ทิ้งไว้ แล้วนำมาล้างอีกครั้งหนึ่ง วิธีนี้จะช่วยทำให้คราบต่างๆ ที่ติดอยู่ตามซอกหลุดออกมาได้โดยง่าย
  61. ใช้ทำความสะอาดที่ดัดฟัน (Retainers) ด้วยการใช้เบกกิ้งโซดา 2 ช้อนชาผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยแล้วนำที่ดัดฟันมาแช่ทิ้งไว้สักพัก แล้วค่อยเอาแปรงขัดคราบออกอีกครั้งหนึ่ง
  62. ใช้ปรับสภาพของสระว่ายน้ำหรือตู้ปลาให้มีความเป็นกลาง เนื่องจากการเติมคลอรีนมากเกินไปและทำให้สระว่ายน้ำมีความเป็นกรดมากเกินไป
หมายเหตุ : เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) กับผงฟู (Baking Powder) แม้ว่าจะมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายกัน แต่บางครั้งมันก็เอามาใช้แทนกันไม่ได้นะครับ อันนี้ก็ต้องดูให้ดีๆ ก่อนครับ

Monday, 8 September 2014

9 วิธีรวยได้ไม่ต้องรอถูกหวย

ถึงว่าทำไมยังเป็นหนี้และไม่รวยสักที
9วิธีรวยได้ไม่ต้องรอถูกหวย by โค้ชการเงิน โจ มณฑาณี ตันติสุข
1. กินอยู่ต่ำกว่าฐานะเสมอ กินหรูได้แต่แค่10%ของเงินเดือน (รายได้2หมื่น กินหรูได้2พัน)
2. ฝึกออมก่อน ที่เหลือค่อยใช้ ไม่ใช่ใช้ก่อนที่เหลือค่อยออม (เริ่มออมจาก20%ของรายได้ทั้งหมด)
3. แยกแยะระหว่าง "อยากได้" กับ "จำเป็น" ใช้ฟุ่มเฟือยได้ แต่แค่10%
(ไม่มีบัตรเครดิตไม่ต้องดิ้นรนมี อย่าไปหลงกะดอก0%ถ้าคุณไม่มีวินัยผิดนัดครั้งเดียวโดน28% มักมีกลลวงคือ งวดสุดท้ายให้จ่ายเร็วขึ้นกว่าปกติ เช่น ปกติเราจ่ายเงินอัตโนมัติวันที่31 งวดสุดท้ายดันให้จ่ายวันที่26 อันนี้ที่ไทยยังไม่มีกม.ควบคุม ที่เมืองนอกติดคุกและยึดใบอนุญาตประกอบกิจการ)
4. ฝึกนิสัยใช้จ่ายที่ดี มีเงินสดค่อยซื้อ ทำงบประมาณทุกอย่างเสมอ
(การทำบัญชีค่าใช้จ่าย จะรู้ว่าเราฟุ่มเฟือยตรงไหน บางทีของแพงแล้วใช้คุ้มค่าหลายสิบปีก็มี อย่าหลงคำว่าsale ของถูกซื้อมาแล้วใช้ได้ไม่กี่ครั้งก็ไม่คุ้ม ให้ใช้สติในการเปรียบเทียบ นึกถึงความจำเป็นที่จะใช้ แต่ถ้าจะซื้อของแพงก็ให้กลับไปอ่านข้อ 1 2 3 ใหม่)
5. ภาระเยอะ แทนที่จะหาทาง"เพิ่มรายได้"ให้"ลดรายจ่าย"ก่อน
กฎการเงินของพาร์คินสัน "รายได้เพิ่มเท่าไหร่ รายจ่ายจะเพิ่มตามมา"
ตำแหน่งสูงขึ้น โสหุ้ยจะตามมา
ทางแก้คือ "ลดรายจ่าย"
ต้องตัดรายจ่ายตรงไหนก่อน ให้ทำบันทึกการเงิน แล้วจะเห็นพฤติกรรมการเงินของเราว่าฟุ่มเฟือยตรงไหน ก็ให้ตัดตรงนั้น
อาหารการกิน เป็นเรื่องที่ตัดได้อันดับแรก กินน้อยลง ผอมลง สุขภาพดีขึ้น
6. รับรู้สถานการณ์การเงินของเราอย่างดี 
หมั่นปรับสมุดบัญชีเงินฝาก เก็บใบแจ้งหนี้ จดยอดชำระหนี้
7. เลิกนิสัยก่อหนี้อย่างเด็ดขาด
หนี้มี2แบบ
หนี้ดี: หนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น หนี้ กยส., หนี้ที่เป็นทรัพย์สินเพิ่มค่า เช่น บ้าน
หนี้เลว: ทรัพย์สินเสื่อมค่า เช่น รถยนต์ บัตรเครดิต
(ให้ตั้งเป้าวางแผนปลดหนี้อย่างมีเป้าหมาย "หนี้ต้องชำระด้วยรายได้ ไม่ใช่ชำระด้วยหนี้ เช่น เอาบัตรเครดิตนึงไปชำระอีกบัตรนึง)
8. เลิกพึ่งพาคนอื่นทางการเงิน
พึ่งหวย พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พึ่งมรดก 
9. ทำบันทึกการเงินตั้งแต่วันนี้
จะพบว่ารายได้ลบรายจ่ายแล้วเป็นตัวดำหรือตัวแดง เวลาผ่านไปจะเป็นประวัติรายได้ ประวัติรายจ่าย แล้วเราจะเห็นภาพรวมและวางแผนในการลดค่าใช้จ่ายต่อไปได้ เช่น เจอว่าค่าใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มารเก็ตเยอะ ซื้ออาหารมาใส่เต็มตู้เย็นแต่ไม่มีเวลากิน เสีย หมดอายุ ก็ต้องทิ้ง ให้ซื้อแต่ที่จำเป็น, ใช้จ่ายค่าทางด่วนเยอะเกิน ให้ตื่นเช้าขึ้นไปทางธรรมดา, ใช้จ่ายค่าน้ำมันเยอะขึ้น บางทีรถอาจมีปัญหาก็ได้ ให้เอารถไปเช็คสภาพ เป็นต้น
Credit: รายการโฮมรูม Thaipbs